Skip to content

ตลาดหลักทรัพย์ฯ กางแผนฟื้นเชื่อมั่น พร้อมร่วมมือสกัดฟอกเงิน

13 ม.ค. 2569 | 16:34น.
ตลาดหลักทรัพย์ฯ กางแผนฟื้นเชื่อมั่น พร้อมร่วมมือสกัดฟอกเงิน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดแผนกลยุทธ์ 3 ปี รับมือความท้าทายรอบด้าน เร่งขับเคลื่อนโครงการ Jump+ ดึงบริษัทสื่อสารนักลงทุน-เตรียมชง Bond Connect ควบคู่กับแผนโรดโชว์ต่างประเทศ หลังได้รัฐบาลใหม่ ปัดข้อกล่าวหาตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ย้ำพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยงานสกัดทุนเทา

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2569 ตลาดทุนไทยยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความขัดแย้งระหว่างประเทศ จากการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน เห็นว่าตลาดทุนไทยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อกลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งการเพิ่มความน่าดึงดูดของตลาด การเพิ่มสภาพคล่อง การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน และการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ควบคู่กับการสร้างโอกาสใหม่ให้กับทุกภาคส่วน

สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยในระยะสั้น แผนที่คาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปีนี้คือโครงการ Jump+ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 110 บริษัท และคาดว่าจะเริ่มเห็นความคืบหน้าอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2569 โดยเฉพาะด้านการสื่อสารแผนงานและศักยภาพของบริษัทไปยังนักลงทุนผ่านกิจกรรมโรดโชว์

ปัจจุบันบริษัทในโครงการ Jump+ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขยายระยะเวลารับสมัครเข้าร่วมโครงการออกไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 และคาดว่าจะมีบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมมากขึ้น

พร้อมทั้งเร่งให้บริษัทจดทะเบียนออกมาสื่อสารกับนักลงทุนมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยมีแผนเดินทางไปยังศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค เช่น ฮ่องกงและสิงคโปร์ ร่วมกับพันธมิตรธนาคารต่างประเทศ เพื่อดึงดูดนักลงทุน โดยคาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงปลายไตรมาส 1 หรือต้นไตรมาส 2 หลังรัฐบาลใหม่มีนโยบายที่ชัดเจน และจะคัดเลือกบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET50 รวมถึงบางส่วนจากโครงการ Jump+ เข้าร่วมตามความเหมาะสม

อีกโครงการสำคัญคือ Bond Connect ซึ่งเป็นการเชื่อมการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเข้ากับพอร์ตหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและดึงเงินทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทย อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวล่าช้าเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองและข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการ แต่หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันจะเดินหน้าต่อ เนื่องจากเป็นโครงการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และตลาดได้ลงทุนไปแล้วเป็นจำนวนมาก

นายอัสสเดชระบุว่า กรณีข้อกล่าวหาว่าตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งฟอกเงินทุนสีเทา ยังไม่แน่ใจว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีความถูกต้องเพียงใด เนื่องจากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้มีมุมมองว่าไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดอาจเป็นการใช้โอกาสเพื่อเรียกร้องความสนใจในช่วงการหาเสียงทางการเมือง อีกทั้งกรณีที่ถูกกล่าวถึงก็ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการฟอกเงินจริงหรือไม่

ขณะที่บริษัทจดทะเบียนที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ตลาดหุ้นไทยมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้น โดย ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในการตรวจสอบกลุ่มทุนและลูกค้าของบริษัท เช่นเดียวกับสถาบันการเงินที่มีระบบตรวจสอบหลายชั้น ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เป็นเพียงปลายน้ำที่ทุนเทาอาจเข้ามาถึงได้ แต่ต้องผ่านกระบวนการจำนวนมาก

ทั้งนี้ หากหน่วยงานตรวจสอบต้องการข้อมูลเพื่อสกัดหรือเพิ่มความโปร่งใสให้ระบบการเงินไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

นายอัสสเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับตัวชี้วัดด้านสภาพคล่องและจำนวนบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO) นั้น เป็นประเด็นที่มีการสอบถามกันเป็นประจำทุกปี อย่างไรก็ตาม จากการหารือร่วมกับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มาอย่างต่อเนื่อง พบว่าบอร์ดยังไม่ต้องการกำหนดเป้าหมายเป็นตัวเลขที่ชัดเจน ทั้งในด้านปริมาณการซื้อขายหรือจำนวน IPO เนื่องจากต้องการรักษาสมดุลระหว่าง “คุณภาพ” และ “ปริมาณ”

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการให้มีสินทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนที่มีคุณภาพสูง ขณะเดียวกันก็ต้องการเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นเพื่อเสริมสภาพคล่อง แต่หากเร่งเน้นด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป อาจทำให้การรักษาสมดุลเป็นไปได้ยาก โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับสภาพคล่องของตลาดให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานคุณภาพของบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียน

สำหรับแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” แบ่งออกเป็น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence)

– ดึงดูด Fund Flow: ผนึกกำลังกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังปี 2568 สภาพคล่องปรับลดลงจากหลายปัจจัยที่กดดัน โดยจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่ Bond Connect Platform, Crypto ETF พร้อมขยาย DR และ L&I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความต้องการที่หลากหลาย

ควบคู่ไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ให้เป็นศูนย์รวมพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวกผู้ลงทุน นอกจากนี้ เตรียมจัดโรดโชว์ inbound และ outbound เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ

– ยกระดับบริษัทจดทะเบียนด้วยคุณภาพ: ผนึกหน่วยงานกำกับฯ ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย

– ผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้ พร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย ขณะเดียวกัน มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ. ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ในโครงการ JUMP+ ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านบรรษัทภิบาลของ บจ. ไทย

– รุก TFEX เสริมกลยุทธ์ลงทุน: ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง สร้างกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน เช่น ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น (Short-dated products) Crypto-based product เป็นต้น ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องทางการซื้อขายผ่านการทำงานของ Market Maker และ Professional Trader พร้อมร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศขยายฐานผู้ลงทุนในวงกว้าง

2. ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders)

– สร้าง SET Climate Ecosystem: ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

– ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access: นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล

3. เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)

– พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ: พัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 2570 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer, e-Proxy, e-Document, Investor Portal

– วางรากฐานพัฒนาคน: ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน

นายอัสสเดชกล่าวทิ้งท้ายว่า การประกาศแผนระยะ 3 ปีเป็นไปตามแนวปฏิบัติปกติ และไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องจะต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี หลายประเด็นจำเป็นต้องเห็นผลภายในปีนี้หรือครึ่งปีแรก แม้ทุกแผนมีความเร่งด่วน แต่หลายเรื่องต้องอาศัยการตัดสินใจจากหลายหน่วยงาน และไม่ใช่ทุกประเด็นที่สามารถควบคุมได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะดำเนินการอย่างเต็มที่ในขอบเขตอำนาจที่มี เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมให้ตลาดทุนไทยกลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจอีกครั้ง

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความท้าทายที่เผชิญอยู่ ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมถึงปัจจัยความเสี่ยงหลาย ๆ ด้านที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นต้น

โดยจากการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ แผน 3 ปีนี้จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ทุกภาคส่วน”