เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดร.กอบศักดิ์ ชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงโตต่ำ 3 ปี แนะรัฐเพิ่มงบ BOI 3-4 เท่าสร้างโอกาส

15 ม.ค. 2569 | 09:24น.
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

“ดร.กอบศักดิ์” ธนาคารกรุงเทพ ชี้ สงครามการค้า-ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง-อุตสาหกรรมไทยตกยุค ฉุดเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วง เติบโตต่ำอีก 2-3 ปี มองนโยบายการเงิน-การคลังมีจำกัด ต้องใช้อย่างสมาร์ท-ลงในส่วนที่ได้ประโยชน์ แนะรัฐบาลจัดงบประมาณให้บีโอไอเพิ่ม 3-4 เท่า เชื่อสร้างโอกาสสู่อุตสาหกรรมใหม่

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มองว่าขยายตัวได้ไม่มากนัก โดยมีประเด็นที่น่ากังวลใจ 2-3 ประเด็น ทั้งนี้ หากพิจารณาจากทิศทางต่างๆ ทั้งความไม่แน่นอนของสงครามการค้าที่กลับมาอีกครั้ง แม้ว่าศาลสูงจะมีคำตัดสินไม่เห็นด้วยกับนโยบายภาษีสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯ ได้เตรียมแผน A, B และ C รวมถึงมีการ เตรียมกฎหมายไว้อีก

เช่น การซื้อน้ำมันจากรัสเซีย สหรัฐ สามารถเก็บภาษีได้สูงถึง 500% และกฎหมายฉบับดังกล่าวน่าจะถูกนำมาใช้กับอิหร่านเช่นกัน ซึ่งไม่สามารถฟ้องศาลได้ ดังนั้น การค้าโลกยังคงมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจไทยในภาคส่งออกมีข้อจำกัด ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้

และภาคท่องเที่ยว ยังเป็นประเด็นน่ากังวล เนื่องจากการท่องเที่ยวไทยในปี 2568 ถือเป็นปีแรกที่การท่องเที่ยวไทยตกต่ำ โดยมาเลเซียแซงการท่องเที่ยวไทย สะท้อนปัญหาต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงความเสียเปรียบในเรื่องของค่าเงิน โดยค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าที่อื่น ทำให้ต้นทุนการมาเที่ยวไทยสูงกว่าที่อื่น และปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาชายแดน แผ่นดินไหว และความปลอดภัย ทำให้ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ สิ่งที่กังวล คือ ภาครัฐ โดยการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะมีนัยต่อเรื่องของบประมาณ ซึ่งกรณีไม่มีรัฐบาลจะทำให้การเดินเรื่องของงบประมาณไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งหมายความว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ จะต้องชะลอออกไป ทำให้แรงกระตุ้นจากภาครัฐในปี 2569 จะไม่เยอะมาก รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อในประเทศ

“ปีนี้โดยรวมๆ แล้ว คาดว่าจีดีพีน่าจะโตได้ 1.5% หรืออย่างดีได้ 2% ถือว่าดีแล้ว แต่ดูจากเทรนด์ประมาณการเศรษฐกิจของธปท.และไอเอ็มเอฟ หรือที่อื่นๆ มองว่าไทยจะโตต่ำอีก 2-3 ปี โดยปีก่อนได้ 2% ปีนี้ 1.5% และปีหน้าได้ 2% นิดๆ หมายความว่า เราจะอยู่ในช่วง ”การเจริญเติบโตต่ำ“ จุดนี้มองว่าเป็น “Long Term Trand” ของประเทศไทย เพราะหลายอุตสาหกรรมของไทยได้ตกยุคไปหมดแล้ว เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือเกษตร ปิโตเคมีที่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของเรา จะเห็นว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นช่วง “End of The Road” เราจึงต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจะเป็นเรื่องของบีโอไอ“

ดังนั้น ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) รุนแรงขึ้น และเป็นสงครามการเผชิญหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยประเทศไทยจะต้องยืนยันและรักษาความเป็นกลางได้อย่างไร และคุณค่าความเป็นกลางจะต้องคิดให้ดี เพราะทุกคนจะหลั่งไหลมาที่ไทย โดยตัวเลขของการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะดีขึ้น แต่ยอมรับว่าเป็นปีที่ไม่ง่าย

ทั้งนี้ ในระหว่างทางทุกคนจะต้องทำใจและปรับตัวให้ได้ โดยในส่วนของธนาคารกรุงเทพก็ปรับตัว โดยจากเดิมคุ้นเคยกับการมีสาขาเยอะจะต้องลดลง จากที่มีอยู่ 1,200 สาขา ลดเหลือ 800 สาขา โดยยังคงรักษาพนักงานไว้ แต่ปรับพนักงานไปสู่ Solution หรือ Service ใหม่ ๆ ที่มีความต้องการมากขึ้น เช่น ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง(Wealth Management) เป็นต้น

“การปรับตัวครั้งนี้จะรุนแรงเป็นพิเศษ แต่ถ้าปรับได้ และเปิดกว้างโอกาสเช่นเดียวกกัน อย่าคิดว่ามีแต่ความเสียหายและความท้าทายอยู่ข้างหน้า แต่มีโอกาสเต็มไปหมด”

สำหรับนโยบายการเงินการคลัง มองว่า นโยบายการเงินการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาพอสมควร และช่วยได้ไม่มาก รวมถึงกระทบกับผู้ฝากเงิน โดยปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ดอกเบี้ยต่ำไม่พอ ดอกเบี้ยไทยต่ำสุดในตลาด แต่ปัญหาทีาแท้จริงของไทย คือ ปรับตัวสู่อนาคตช้าไป ไทยต้องดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ส่วนนโยบายการคลังช่วยได้บ้าง

แต่ปีนี้จะมีปัญหาเรื่องของงบประมาณ จะทำได้จำกัด และที่สำคัญบริษัทจัดอันดับ (Rating Agency) กำลังจับตาไทย เพราะรัฐบาลมีหนี้เยอะ ดังนั้น ไทยจะต้องใช้เงิน แบบ “Smart” คือ ใช้เงินไม่มาก แต่ต้องมีคนงัดเยอะ และลงไปในที่ใช่ เช่น ภาคท่องเที่ยว หรือ บีโอไอ ที่มีโอกาสอีกมาก ซึ่งสนับสนุนให้รัฐบาลจัดงบประมาณให้บีโอไอเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า

“ลิมิตการเงินการคลังมีพอสมควร แต่ว่าเราสามารถทำได้อีกเยอะภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ แล้วเราเข้าใจในการใช้เงินว่าจะใช้อย่างไร ประหยัดและได้ประโยชน์เยอะ เราสามารถเปลี่ยนประเทศไทยได้“