ปัญหาการส่งต่อธุรกิจอาจไม่ใช่ที่ทายาทธุรกิจ
คอลัมน์ : Smart SMEs
ผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์
กรุงศรี SME
หลายกิจการที่ผู้ก่อตั้งสร้างขึ้นจากศูนย์กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนผ่าน จากคนรุ่นบุกเบิกสู่ทายาทรุ่นที่ 2 หรือรุ่นที่ 3 สิ่งที่เจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยกังวลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องผลประกอบการหรือการแข่งขันในตลาด หากแต่เป็นคำถามว่า “ธุรกิจจะเดินต่ออย่างไรในวันที่เราไม่ได้เป็นคนขับเคลื่อนอีกต่อไป”
ซึ่งเมื่อพูดถึงการส่งต่อธุรกิจสิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็นเรื่องของ “ทายาท” เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคำถามว่าลูกหลานจะกลับมารับช่วงต่อหรือไม่ คนรุ่นใหม่จะเข้าใจธุรกิจที่คนรุ่นก่อนสร้างมาทั้งชีวิตหรือเปล่า หรือเมื่อถึงวันที่ผู้ก่อตั้งวางมือธุรกิจจะยังเดินหน้าต่อได้หรือไม่ ความกังวลเหล่านี้ทำให้เจ้าของกิจการจำนวนไม่น้อยเร่งเตรียมความพร้อมให้กับผู้สืบทอด ทั้งการส่งไปศึกษาต่อ การเปิดโอกาสให้เข้ามาเรียนรู้งานตั้งแต่อายุยังน้อย หรือค่อย ๆ มอบหมายความรับผิดชอบมากขึ้น
แต่จากประสบการณ์ที่ดิฉันได้พบปะกับผู้ประกอบการ SMEs ดิฉันกลับพบว่า คำถามที่สำคัญกว่านั้นอาจไม่ใช่ “ใครจะเป็นผู้รับช่วงต่อ” หากแต่คือ “เรากำลังจะส่งต่ออะไร” เพราะต่อให้ทายาทมีความสามารถเพียงใด หากสิ่งที่ส่งต่อมีเพียงกรรมสิทธิ์ในกิจการ หุ้น หรือทรัพย์สิน ขณะที่องค์ความรู้ วิธีคิดในการตัดสินใจ ความสัมพันธ์กับลูกค้า เครือข่ายพันธมิตร และวัฒนธรรมการทำงาน ยังคงอยู่กับเจ้าของเพียงคนเดียว ผู้รับช่วงต่อก็ย่อมต้องเริ่มต้นใหม่ในวันที่ควรจะเดินหน้าต่อ
ดิฉันเคยพบธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่วางแผนส่งต่อหุ้นอย่างเป็นระบบ แต่ไม่เคยวางแผนส่งต่อองค์ความรู้ ส่งต่อกรรมสิทธิ์ แต่ไม่เคยส่งต่อวิธีคิด และเมื่อถึงวันที่ผู้ก่อตั้งลดบทบาท สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่เพียงตำแหน่งผู้บริหาร หากคือความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจทั้งองค์กร
หลายกิจการเติบโตขึ้นจากความสามารถของผู้ก่อตั้งที่ทำหน้าที่แทบทุกอย่าง ตั้งแต่วางกลยุทธ์ เจรจาธุรกิจ ตัดสินใจเรื่องสำคัญ ไปจนถึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเอง ความสามารถเหล่านี้คือเหตุผลที่ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกด้านหนึ่งสิ่งเดียวกันนี้ก็อาจกลายเป็นความเปราะบาง
เพราะเมื่อทุกการตัดสินใจต้องผ่านคนเพียงคนเดียว ธุรกิจก็เติบโตได้เร็วกว่าที่องค์กรจะเติบโตได้ด้วยตัวเอง เราจึงเห็นธุรกิจที่เคยแข็งแรงสะดุดลงในวันที่เจ้าของลดบทบาท ทั้งที่ตลาดยังมีโอกาส ลูกค้ายังอยู่ พนักงานก็ยังอยู่ครบ สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่เพียงผู้บริหาร แต่คือ “ระบบการตัดสินใจ” ที่ไม่เคยถูกสร้างขึ้นให้เป็นทรัพย์สินขององค์กร
ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงเชื่อว่าการส่งต่อธุรกิจไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ระยะเวลาเตรียมการ ได้แก่ ระยะแรก คือ “ถอดรหัส” เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของธุรกิจจำนวนมากไม่ได้อยู่ในเครื่องจักร อาคาร หรือบัญชีลูกค้า แต่อยู่ในประสบการณ์ที่สะสมอยู่ในหัวของผู้ก่อตั้ง การเปิดโอกาสให้ทายาทหรือทีมผู้บริหารได้ “ประกบสังเกต” (Shadowing) ตั้งแต่การประชุม การเจรจากับลูกค้า การประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการตัดสินใจในสถานการณ์จริง คือการเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนบุคคลให้กลายเป็นองค์ความรู้ขององค์กร
สิ่งที่ต้องถ่ายทอดไม่ใช่เพียง “วิธีทำ” แต่คือ “วิธีคิด” และเมื่อองค์ความรู้เริ่มถูกถ่ายทอดแล้ว ระยะต่อมาคือ “สร้างระบบ” เพราะองค์กรไม่ควรพึ่งพาความจำของคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป วิธีคิดที่เคยอยู่กับเจ้าของต้องถูกแปลงเป็นกระบวนการ มาตรฐานการทำงาน และวัฒนธรรมขององค์กร พร้อมเปิดโอกาสให้ทายาทหรือทีมผู้บริหารได้ตัดสินใจจริง รับผิดชอบจริง และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ขณะเดียวกันผู้ก่อตั้งเองก็ต้องค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจากผู้ตัดสินใจมาเป็นผู้สร้างคน เป็นพี่เลี้ยง และเป็นที่ปรึกษา เพราะบทบาทที่สำคัญที่สุดของผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ใช่การบริหารธุรกิจ แต่คือการสร้างผู้นำรุ่นถัดไป
และเมื่อทั้งคนและระบบเริ่มแข็งแรง ระยะสุดท้ายคือ “ส่งมอบ” ซึ่งไม่ใช่เพียงการส่งมอบตำแหน่ง หากคือการส่งมอบความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า หรือสถาบันการเงิน ว่าองค์กรสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ผู้ก่อตั้งจะไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจในทุกเรื่องอีกต่อไป เพราะการส่งต่อธุรกิจที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนเชื่อว่า “องค์กร” แข็งแรงพอที่จะเดินต่อได้ ไม่ใช่เพียงเพราะ “เจ้าของ” ยังอยู่
ท้ายที่สุดแล้วดิฉันเชื่อว่ามรดกทางธุรกิจที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลขผลกำไร ไม่ใช่ทรัพย์สิน และไม่ใช่แม้แต่ชื่อเสียงของผู้ก่อตั้ง หากคือการสร้างองค์กรที่สามารถเติบโตต่อได้ด้วยระบบ ด้วยคน และด้วยวัฒนธรรมที่ได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เพราะในวันที่เจ้าของวางมือสิ่งที่ควรเดินหน้าต่อไม่ใช่เพียงธุรกิจ แต่คือความสามารถขององค์กรในการเติบโตได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น คำถามแรกที่เจ้าของธุรกิจควรถาม อาจไม่ใช่ “ใครจะเป็นผู้รับช่วงต่อ” แต่คือ “วันนี้…เราเตรียมธุรกิจไว้พร้อมสำหรับทายาทแล้วหรือยัง”