กสิกรไทยมองจีดีพีปีชวดเจอโจทย์หิน ลั่นรัฐเบิกจ่ายช้าศก.เสี่ยงโตต่ำ 2.5%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองจีดีพีปี 2563 โตได้ 2.7% แนะเร่งผลักดันพ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ให้ทันไตรมาส 1/63 พร้อมเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้ 65% คาดหนุนการลงทุนภาครัฐโต 6.9% จับตา ปัญหาสงครามการค้า-ค่าเงินบาทแข็งหลุดกรอบ 29.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ กระทบยอดคำสั่งซื้อ-กำลังการผลิตหด ทำคนว่างงานเพิ่ม 3 หมื่นตำแหน่ง จากปีนี้หายไป 1 แสนตำแหน่ง ชี้ โจทย์ธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อไม่โต-รายได้ค่าธรรมเนียมลด
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยฯ ประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2563 อยู่ทีระดับ 2.7% กรอบอยู่ที่ 2.5-3% ภายใต้สมมติฐานร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ต้องสามารถออกมาให้ทันภายในไตรมาสที่ 1 และมีการเร่งเบิกจ่ายการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 65%
จากปีนี้ที่ล่าช้าออกไปและสามารถเบิกจ่ายได้เพียง 60% เท่านั้น หากสามารถเร่งเบิกจ่ายเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจะหนุนให้การลงทุนภาครัฐขยายตัวได้ 6.9% กรอบอยู่ที่ 5-7.5% ซึ่งจะหนุนให้จีดีพีขยายตัวได้ 2.7% หากพ.ร.บ.มีความล่าช้าจะทำให้จีดีพีขยายตัวกรอบล่างที่ 2.5% เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน จากปีนี้มองว่าจีดีพีจะเติบโตเพียง 2.5% โดยไตรมาสที่ 4 จะขยายตัว 2.6%
ขณะเดียวกัน ในปี 2563 ภาคธุรกิจจะเผชิญโจทย์ธุรกิจ 3 ด้าน คือ 1.ค่าเงินที่มีโอกาสแข็งค่าได้ในไตรมาสที่ 1 เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า และบาทแข็งค่าได้ อย่างไรก็ดี เงินบาททั้งปีจะสวิง 2 ทาง คาดว่าทั้งปีจะแข็งค่าขึ้นราว 3.8% จากปีนี้ที่แข็งค่า 7.7% สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่ค้าและคู่แข่ง โดยในปี 2563 คาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าอยู่ที่ 29.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ กรอบอยู่ที่ 29-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปีนี้คาดว่าจะหลุดกรอบ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
นอกจากนี้ สงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ และจีน ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก และยอดคำสั่งซื้อ ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปยังดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ติดลบ 1-1% ซึ่งกระทบต่อการลดกำลังการผลิต ลดการจ้างงาน และปิดโรงงาน โดยในปีนี้ช่วง 10 เดือนแรกพบว่ามีอัตราการว่างงานสูงถึง 7 หมื่นตำแหน่ง คาดว่าภายใยสิ้นปีจะเพิ่มเป็น 1 แสนตำแหน่ง และในปี 2563 หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นจะมีตำแหน่งงานว่างเพิ่มขึ้นอีก 3 หมื่นตำแหน่ง และโจทย์ที่ 3 การขึ้นแรงงานขั้นต่ำเฉลี่ย 5-6 บาท จะมีผลต่อต้นทุนเพิ่มขึ้น 0.3% โดยต้นทุนแรงงานคิดเป็นสัดส่วน 17% ของต้นทุนทั้งหมด
ส่วนโจทย์ที่ 3. ภัยแล้ง ที่จะกระทบภาคเกษตร หากดูปริมาณน้ำจะพบว่ามีโอกาสรุนแรงมากกว่าปี 2562 ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ภาคเกษตรทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อยติดลบ 0.5-0% จากปีนี้ขยายตัว 2.2%
“นโยบายการเงินและการคลังจะต้องมีบทบาทเข้ามาช่วยเสริมกัน แต่โจทย์แรกคือการเร่งกระบวนการพ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ให้ได้ภายในไตรมาสที่ 1 และเมื่อผ่านแล้วต้องเร่งการลงทุนให้ได้เร็ว โดยที่โจทย์ธุรกิจที่จะเจอแตกต่างกัน แต่จะเข้าไปช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยเฉพาะภาคเกษตร การว่างงาน ซึ่งจะต้องเข้าไปช่วยเพราะลิงค์กับการใช้จ่ายภาคครัวเรือน รวมถึงเอสเอ็มอี แม้ว่าจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างแต่ก็ช่วยประคับประคองกันไป ส่วนผู้ประกอบการควรทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และสภาพคล่องของตัวเอง”
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ส่วนทิศทางธุรกิจธนาคารพาณิชย์ปี 2563 จะเผชิญโจทย์ 4 โจทย์หิน ทั้งสินเชื่อที่คาดว่าจะขยายตัวเท่าปีก่อนที่ 3.5% หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีโอกาสปรับสูงขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัวได้ 1-2% และทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงจะมีผลกระทบรูปแบบการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ซึ่งจะมีผลต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM)