ทำไมคนเราจึงซื้อประกันชีวิต (จบ)
คอลัมน์ คุยฟุ้งเรื่องการเงิน
โดย พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่) www.actuarialbiz.com

เนื่องจากความตายมีสิทธิมาเยือนทุกคนได้ทุกที่ทุกเวลา จึงทำให้สิ่งที่สำคัญที่สุดในการออกแบบประกันชีวิต คือ “ความคุ้มครอง (coverage)” จากการเสียชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าการประกันชีวิตเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถบริหารความเสี่ยง และบรรเทาความเดือดร้อนจากสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ซื้อ (ซึ่งก็คือผู้ถือกรมธรรม์) ให้กับคนข้างหลังของผู้ซื้อ (ซึ่งก็คือผู้รับผลประโยชน์ของกรมธรรม์) ได้
ทั้งนี้ คนเราซื้อประกันชีวิตก็เพราะรู้ดีว่าคนเรานั้นเมื่อเกิด สักวันหนึ่งก็ต้องมีแก่ มีเจ็บ และมีตาย ซึ่งสำหรับนักวางแผนทางการเงินแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่ “ทำลายความสามารถในการหารายได้ (earning power) ในภายภาคหน้า” ที่จะส่งผลกระทบให้ผู้ที่อยู่ข้างหลัง ทำให้คนข้างหลังได้รับความเดือดร้อนทางด้านการเงิน และยังสูญเสียโอกาสต่าง ๆ เมื่อคนสำคัญที่ตนรักได้จากไป
อย่างไรก็ดี คำถามถัดมาที่ผมโดนถามอยู่บ่อย ๆ ก็คือ “คนเราควรจะทำประกันชีวิตให้มีความคุ้มครองไว้สักเท่าไรถึงจะพอ” ซึ่งคำตอบนั้นก็คงต้องกลับไปที่หลักการเดิมที่ว่า การประกันชีวิตเป็นความคุ้มครองที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเวลาเพื่อบรรเทาความสูญเสียทางการเงิน (financial loss) ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งถ้าคิดว่าคนข้างหลังของคนที่เสียชีวิตไปนั้น จะใช้เวลาถึง 5 ปีในการปรับตัวของคนข้างหลัง ให้สามารถชดเชยส่วนต่างของความสามารถในการหารายได้ ที่ได้หายไปของคนที่เสียชีวิตไป ซึ่งนั่นหมายความว่า คนคนนั้นควรจะทำประกันชีวิตที่มีวงเงินคุ้มครองเท่ากับรายได้ของคนคนนั้นอย่างน้อย 5 ปี
ดังนั้น คำตอบจึงไม่ตายตัว เพราะขึ้นกับคนซื้อประกันชีวิตว่ามีมุมมองอย่างไรต่อการปรับตัวของคนข้างหลังที่อาจได้รับความเดือดร้อนหากคนที่ซื้อประกันชีวิตต้องมีอันเป็นไปก่อนเวลาอันควร
แต่คนบางคนอาจเลือกที่จะประกันตนเอง โดยใช้เงินออมที่ตนเองสะสมเอาไว้เพื่อให้คนข้างหลังได้เก็บไว้ใช้ในเวลาที่ตนเองเกิดเสียชีวิตไป ซึ่งถ้าคนคนนั้นสะสมเงินได้ไม่มากพอ ก็จะทำให้ไม่สามารถบรรเทาความสูญเสียทางการเงิน ที่จะเกิดขึ้นกับคนข้างหลังได้ และนั่นจึงเป็นที่มาของการออกแบบประกันชีวิตให้สามารถช่วยแก้ปัญหาและข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ไม่สามารถสะสมเงินออมไว้ได้มากพอที่จะประกันตนเอง
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการประกันชีวิตเป็นวิธีการที่บุคคลกลุ่มหนึ่งร่วมกันเฉลี่ยภัย (เช่น การตาย) โดยที่เมื่อบุคคลใดต้องประสบกับภัยเหล่านั้น ก็จะได้รับเงินเฉลี่ยช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่คนข้างหลัง โดยบริษัทประกันชีวิตจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการนำเงินก้อนดังกล่าวไปจ่ายให้แก่ผู้ได้รับภัย เพื่อบรรเทาความสูญเสียทางการเงิน (financial loss) ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของผู้คนในสังคมได้
หวังว่าการออกแบบประกันชีวิตที่ผ่าน ๆ มา จะเป็นการยกระดับสวัสดิการของสังคมให้สูงขึ้นได้ครับ