โควิด ทุบหุ้นพลังงาน-แบงก์-การบินโรงแรมอ่วม! โบรกฯหั่นกำไรบจ.ปีนี้ 16.5% เหลือ 7.8 แสนล้าน
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ปีนี้บริษัทได้ปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ลงเหลือ 7.81 แสนล้านบาท หรือลดลงกว่า 16.5% จากปีก่อนที่ทำได้ 9.36 แสนล้านบาท ส่งผลให้กำไรต่อหุ้น ( EPS) ลงมาเหลือ 72.62 บาทต่อหุ้น ลดลงถึง 17.8% จาก 88.3 บาทต่อหุ้น ซึ่งส่วนหนึ่งที่ลดลงกว่ากำไรเพราะมีหุ้นขนาดใหญ่เข้ามาเพิ่มมากขึ้น และระดับ PE สูงกว่าตลาด โดยมองเป้าหมาย market earning yield gap ที่ระดับ 5% ดัชนีเป้าหมายสิ้นปีอยู่ที่ 1,264 จุด ดาวไซส์อยู่ที่ 970 จุด บนระดับ PE ที่ 13 เท่า
ทั้งนี้ผลการปรับลดกำไรส่วนใหญ่ถูกปรับลดหลักๆ คือ 1.กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี สมมติฐานราคาน้ำมันให้ไว้เหลือ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงปรับลดกำไรลงมา 1 แสนล้านบาท
2.กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) จากที่ ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยลงมา 2 ครั้งแล้ว และประเมินว่าจะปรับลดลงอีก 1 ครั้งในปลายปี ทำให้หุ้นกลุ่มแบงก์จะถูกปรับลดกำไรลง 5.3 หมื่นล้านบาท
3.กลุ่มขนส่งทางอากาศและโรงแรม จากผลกระทบปิดเมืองใน 1 เดือนเต็ม ภายใต้สมมติฐานสถานการณ์โควิด-19 จะยืดยาวไปถึงเดือน ก.ค. จึงทำให้กำไรทั้งกลุ่มหายไปประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท
4.กลุ่มสื่อสาร ที่โดนผลกระทบตั้งแต่ต้นปีจากต้นทุน 5G คาดว่ากำไรของกลุ่มจะลดลงราว 9.5 พันล้านบาท
นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า สัญญาณ SET INDEX ยังไม่ได้ปรับตัวเป็นขาขึ้น ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างมากและมีจุดสำคัญในช่วงเดือน มี.ค.ที่หยุดการซื้อขายหุ้นชั่วคราว(เซอร์กิตเบรกเกอร์) ถึง 2 ครั้ง ทำจุดต่ำสุดช่วงบริเวณ 969 จุด หลังจากนั้นเกิดสัญญาณดีดขึ้นมา ทำให้ภาพของตลาดหุ้นไทยเป็นการสร้างฐาน แต่เนื่องจากความผันผวนค่อนข้างมากทำให้ช่วงไตรมาสนี้ ต้องวางกลยุทธ์ลงทุนแบ่งเป็น 3 โซนหลักต่อไป
1.หากดัชนีอยู่โซน 942-1,164 จุด มองเป็นโซนที่ราคาไม่ชัดเจน กลยุทธ์ลงทุนสามารถเทรดดิ้งแต่ไม่ถือข้ามสัปดาห์
2.ดัชนีผ่านแนวต้าน 1,164 จุด เป็นสัญญาบวกแรกในการกลับทิศหลังจากลงไปทำจุดต่ำสุด วางกลยุทธ์สามารถซื้อหุ้นถือลงทุนระยะยาวตามเทรนด์ได้
3.หากหลุดระดับ 942 จุด ซึ่งเทียบเคียงกับอดีตของ SET INDEX เวลาที่เกิดการปรับฐานตั้งแต่เดือน ก.พ.2561 ที่ทำจุดสูงสุดบริเวณ 1,853 จุด จนลงมาทำต่ำสุดรอบนี้ที่ 969 จุด หรือปรับลดลง 47.7% และเมื่อย้อนไปพิจารณาวิกฤตรอบก่อนๆ มีทั้งหมด 5 ครั้ง ค่าเฉลี่ย (ไม่นับวิกฤตต้มยำกุ้ง) ปรับลงเฉลี่ย 52% จึงได้แนวรับแรกที่ 877 จุด และอีกมุมหนึ่งคือแนวรับที่เกิดจากดัชนีลงมาแรงมากๆ ในช่วงเดือนที่แล้ว ทำให้ RSI:Relative strength index ซึ่งเป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้เพื่อดูแนวโน้มราคาหุ้นในตลาดเข้าเขตขายมากเกินไป(Oversold) ถึง 3 ใน 4 ส่วนหรือคิดเป็น 75% ลงมาแรงมากเท่ากับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่คิดเป็น 72% จึงมองดาวไซส์ถัดไปที่ 880 จุด