มหาวิกฤตเศรษฐกิจ ในรอบ 90 ปี (จบ)
คอลัมน์ ลงทุนทั่วโลก
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม บลจ.วรรณ
ข่าวดีคือ ธนาคารกลางประเทศสำคัญของโลกตระหนักปัญหานี้ และพยายามอัดสภาพคล่องมหาศาลเข้าประคองระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินไว้ รวมทั้งประเทศสำคัญ อาทิ สหรัฐ ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายการคลังขนาดใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด 10% ของ GDP
แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นภาวะ cash crunch และ credit crunch ทั่วโลก เหมือนหลุมดำระบบการเงินขนาดมหึมา และถ้าสภาพคล่องของธนาคารกลางดำเนินผ่านกลไกในตลาดเงิน ผ่านการรับซื้อคืนหลักทรัพย์ไม่ได้ส่งสภาพคล่องไปยังงบดุลของบริษัทเอกชนและกระเป๋าสตางค์ประชาชนในจำนวนที่มากพอ ผลคือต่อให้ธนาคารกลางประกาศอัดฉีดสภาพคล่องไม่จำกัด แต่จะไม่สามารถหยุดวงจรป้อนกลับในเชิงลบได้ เพราะปัญหาเศรษฐกิจอยู่นอกตลาดการเงิน ยังไม่ต้องพูดถึงว่าต้นตอจริงคือไวรัส SARS-CoV-2 ถ้าหยุดไวรัสไม่ได้การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนคงยากจะเกิดขึ้น
แต่เฉพาะหน้าถ้าไวรัสยังไม่มีวัคซีนป้องกันออกมา การหยุดวงจรป้อนกลับในเชิงลบของเศรษฐกิจยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เช่นนั้นเมื่อวัคซีนมาถึงในอีก 1.5 ปีข้างหน้า และแจกจ่ายไปทั่วโลกใน 2 ปีข้างหน้าจากนี้ไป แต่เศรษฐกิจโลกจะพังทลายลงอย่างมากและดีกว่ายุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงตรงที่ว่าคนตายจากโควิด-19 น้อยกว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสินค้าทุนและภาคการผลิตจำนวนมากในปีนี้และปีหน้าไม่ได้ถูกทำลายเหมือนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โรงงานและอุตสาหกรรมโดนทำลายล้างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 กว่า 70% ทั่วโลก
ประเทศต่าง ๆ ที่ก้าวหน้าในการคุมโรค เกิดจากการใช้มาตรการเข้มงวดปิดเมือง ปิดประเทศดังเช่นจีนทำสำเร็จใน 2 เดือนที่ผ่านมาแต่แลกด้วยเศรษฐกิจประเทศนั้น ๆ ชะลอแรงมาก เช่น สถาบันวิจัยบางแห่งคาดกันว่าเศรษฐกิจเยอรมนี (สถาบัน Ifo) และสหรัฐ (GS) ในไตรมาส 2 จะหดตัวราว 20% และ 34% ตามลำดับ ซึ่งมาตรการเข้มงวดในการคุมโรคคือสิ่งที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกจะดำเนินการเช่นกัน ประเด็นที่ต้องคิดคือ เราสามารถรักษาชีวิตประชาชนผ่านมาตรการคุมโรคอย่างเข้มงวด และรักษาระบบเศรษฐกิจและสถาบันการเงินไม่ให้พังทลายลงพร้อมกันได้หรือไม่
ถ้าคำตอบนั้นจะเป็นจริง อาจจะต้องพิจารณาเครื่องมือนโยบายใหม่ ๆ ที่พ้นไปจากเดิม เช่น นโยบาย MMT (Modern Monetary Theory) ด้วยการที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินและส่งเข้าบริษัทเอกชนและกระเป๋าสตางค์ประชาชนโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกลไกในตลาดการเงิน แต่เสี่ยงกับเสถียรภาพเศรษฐกิจในอนาคต หรือปล่อยให้เศรษฐกิจพังและมากอบกู้ภายหลังด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่พร้อมเพรียงกันทั่วโลก คำถามปลายเปิดเช่นนี้ยังดำเนินต่อไปในความคิดของรัฐบาล นายธนาคารกลาง และผู้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทั่วโลก