พิษโควิด-19 กระทบแผน “น็อนแบงก์-ลีสซิ่ง” ขยายธุรกิจรายย่อยในต่างประเทศ “กรุงศรี คอนซูมเมอร์” เลื่อนกำหนดเริ่มเดินเครื่องธุรกิจในฟิลิปปินส์ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน พับแผนรุกเวียดนามปีนี้ รวมถึงชะลอออกโปรดักต์ใหม่ใน สปป.ลาวไปก่อน ฟาก “ฐิติกร” ชี้โควิดกระทบกำลังซื้อรถจักรยานยนต์ในประเทศเพื่อนบ้านกระทบแผนขยายกิจการล่าช้า ลั่นยังไม่เดินหน้าขอมติผู้ถือหุ้นซื้อกิจการไมโครไฟแนนซ์ในเมียนมา
นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทได้ชะลอแผนการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศออกไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยขยับแผนเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศฟิลิปปินส์ ผ่านบริษัทร่วมทุน (joint venture) ระหว่างธนาคารกรุงศรีอยุธยา กับบริษัท เอสบี ไฟแนนซ์ คอมปานี อิงค์ (SBF) จากเดิมจะเริ่มภายในเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ ซึ่งคาดว่าจะเลื่อนออกไปอย่างเร็วที่สุดก็ประมาณเดือน ต.ค. 2563 เช่นเดียวกับแผนการเข้าไปขยายกิจการในประเทศเวียดนามในปีนี้ ก็เลื่อนออกไปเป็นปี 2564 รวมถึงยังชะลอแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ใน สปป.ลาวและกัมพูชาออกไปด้วย
โดยระหว่างนี้ กรุงศรีฯอาจจะต้องกลับมาปรับแผนธุรกิจ หรือเปลี่ยนเกมธุรกิจใหม่ โดยอาจจะต้องกลับมาดูกลุ่มลูกค้า ธุรกิจและเศรษฐกิจว่า ได้รับผลกระทบจากโควิดมากน้อยระดับใด โดยเบื้องต้นจะต้องดูแลและประคองลูกค้าให้สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ปล่อยสินเชื่อใหม่ แต่เป็นการดูแลลูกค้าภายใต้วงเงินเดิม เพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
“ตอนนี้ธุรกิจต่างประเทศมีปัญหาเหมือนกันหมด เริ่มมีการล็อกดาวน์และปิดพื้นที่เพื่อหยุดเชื้อ ทำให้แผนการเริ่มต้นธุรกิจและการออกโปรดักต์ใหม่ ๆ สู่ตลาดต่างประเทศ จำเป็นต้องเลื่อนไปก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์ และปรับเกมธุรกิจใหม่” นายฐากรกล่าว
นางกฤติยา ศรีสนิท ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า บริษัท กรุงศรี บริการเช่าสินเชื่อ จำกัด (กรุงศรี ลีสซิ่ง) อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ต่อการดำเนินธุรกิจใน สปป.ลาว เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ ที่บังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-3 พ.ค. 2563
นายประพล พรประภา รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ฐิติกร (TK) กล่าวว่า บริษัทยังเดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านต่อเนื่อง เพียงแต่แผนอาจจะชะลอไปบ้าง ตามมาตรการที่แตกต่างกันไปของแต่ละประเทศ เช่น สปป.ลาว มีมาตรการล็อกดาวน์ในหลายจังหวัด หรือกัมพูชา แม้จะกระทบไม่มาก แต่เริ่มส่งสัญญาณการปิดพื้นที่ และปิดโรงงานบางส่วน ทำให้ประชาชนจะชะลอสินค้าที่ยังไม่จำเป็นในช่วงนี้ อย่างกรณีรถจักรยานยนต์ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี บริษัทอยู่ระหว่างขออนุมัติผู้ถือหุ้นเข้าซื้อกิจการธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในประเทศเมียนมา เนื่องจากเห็นว่าเมียนมาเป็นตลาดที่มีศักยภาพในระยะยาว โดยหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ และเป็นตลาดที่มีความต้องการสินค้า รวมถึงจำนวนประชากรน้อยกว่าไทยไม่มากนัก จึงน่าสนใจในการเข้าไปขยายธุรกิจ ซึ่งหากได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น ก็คาดว่าภายใน 6 เดือน น่าจะสามารถโอนกิจการแล้วเสร็จได้ ซึ่งหากดีลนี้เรียบร้อย บริษัทก็อาจจะไม่จำเป็นต้องขยายสาขาในเมียนมาเพิ่มอีก จากเดิมที่มียื่นขออนุญาตไว้
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างขออนุญาตเปิดสาขาเพิ่มใน สปป.อีก 3 แห่ง จากที่มีอยู่แล้ว 3 แห่ง ส่วนสาขาในกัมพูชาเปิดไปแล้ว 6 แห่ง ทำให้มีสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 12 แห่ง
“พอร์ตต่างประเทศตอนนี้ น่าจะมีสัดส่วนประมาณ 15-16% หรือคิดยอดคงค้างกว่าราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งแผนขยายธุรกิจในต่างประเทศ เรายังไม่หยุด แต่ในช่วงโควิด-19 อาจจะทำแผนชะงักหรือชะลอไปบ้าง เพราะในแต่ละประเทศจะมีมาตรการต่าง ๆ ซึ่งเราก็ต้องปฏิบัติตาม” นายประพลกล่าว