เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ชาวฝรั่งเศส แย่งกันซื้อแอร์ เตรียมรับคลื่นความร้อนระลอกใหม่
Biz Movement ชาวฝรั่งเศส แย่งกันซื้อแอร์ เตรียมรับคลื่นความร้อนระลอกใหม่
เอ็มจี แจงกรณีรถอีวี ‘MG4’ ไฟไหม้ ยันไม่เกี่ยวคุณภาพผลิตภัณฑ์
EV เอ็มจี แจงกรณีรถอีวี ‘MG4’ ไฟไหม้ ยันไม่เกี่ยวคุณภาพผลิตภัณฑ์
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับสู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” นักลงทุนจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-สงคราม-เฟด
Finance ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับสู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” นักลงทุนจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-สงคราม-เฟด
เส้นทางธุรกิจ ‘โน้ส อุดม’ กว่า 30 ปีสร้างอาณาจักรเดี่ยวไมโครโฟน
Business เส้นทางธุรกิจ ‘โน้ส อุดม’ กว่า 30 ปีสร้างอาณาจักรเดี่ยวไมโครโฟน
BYD SEAL 6 เพิ่มรุ่นย่อย ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท 
EV BYD SEAL 6 เพิ่มรุ่นย่อย ราคาเริ่มต้น 799,000 บาท 
เปิดวิสัยทัศน์ ‘ไพบูลย์ นลินทรางกูร’ ประธาน FETCO คนใหม่ ดึงดูดเงินทุน ตั้งเป้ายกระดับตลาดทุนไทยผงาดเวทีโลกใน 15 ปี
Finance เปิดวิสัยทัศน์ ‘ไพบูลย์ นลินทรางกูร’ ประธาน FETCO คนใหม่ ดึงดูดเงินทุน ตั้งเป้ายกระดับตลาดทุนไทยผงาดเวทีโลกใน 15 ปี
‘กี-กีรติ’ เปิดที่มาจัดงานวิ่งเพื่อสุขภาพ เคยหัวใจหยุดเต้น 19 นาที
Biz Movement ‘กี-กีรติ’ เปิดที่มาจัดงานวิ่งเพื่อสุขภาพ เคยหัวใจหยุดเต้น 19 นาที
นายกฯ พร้อมรับคำวินิจฉัยศาล รธน. ‘พ.ร.ก.กู้ฯ’ ยันทำตามนโยบาย
Politics นายกฯ พร้อมรับคำวินิจฉัยศาล รธน. ‘พ.ร.ก.กู้ฯ’ ยันทำตามนโยบาย
ชวนชมนิทรรศการ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” ที่สยาม ทาคาชิมายะ
Biz Movement ชวนชมนิทรรศการ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” ที่สยาม ทาคาชิมายะ
“ญี่ปุ่น-มาเลย์” ปั้นชิป AI เจาะน่านน้ำใหม่ 4.1 แสนล้าน ชน Nvidia
Tech “ญี่ปุ่น-มาเลย์” ปั้นชิป AI เจาะน่านน้ำใหม่ 4.1 แสนล้าน ชน Nvidia
ดูทั้งหมด

กรุงศรี ชี้ ส่งออกครึ่งปีหลังชะลอผลโควิด-19 กระทบภาคผลิตทั้งปีโต 13.5% 

27 ก.ค. 2564 | 12:46น.

วิจัยกรุงศรี ประเมินการส่งออกครึ่งปีหลังชะลอตัวลง 13.5% จากโควิด-19 กระทบบางอุตสาหกรรม หลังเดือน มิ.ย.ขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 11 ปี คาดมาตรการคุมเข้มยาวถึง ต.ค.กดจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันต่ำ 1,000 ราย คสดจีดีพีทั้งปีโต 1.2% ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่องแม้มีข้อจำกัดด้านอุปทานภาคบริการ

วันที่ 27 กรกฎาคม 2564 วิจัยกรุงศรีคาดการส่งออกครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มเติบโตดีแม้อาจชะลอลงบ้าง โดยมูลค่าส่งออกในเดือนมิถุนายนขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี อยู่ที่ 23.7 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553 ที่ 43.8% YoY และถ้าหักสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธ มูลค่าส่งออกเดือนนี้ยังขยายตัวได้ 41.6%  ด้านการส่งออกสินค้าสำคัญส่วนใหญ่ยังเติบโตกระจายตัวอย่างต่อเนื่อง อาทิ ยานพาหนะและอุปกรณ์ (+79.2%) ผลิตภัณฑ์เคมี (+59.8%) ผลิตภัณฑ์เกษตร (+59.8%) และผลิตภัณฑ์พลาสติก (+39.8%) 

นอกจากนี้ นโยบายการทำงานจากที่บ้านยังหนุนการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า (+42.3%) และหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (+24.0%) อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรบางรายการยังคงหดตัวอยู่ อาทิ ข้าว จากปัจจัยการแข่งขันทางราคา รวมถึงสินค้าปศุสัตว์และอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ในประเทศ ด้านตลาดส่งออกพบว่าในเกือบทุกตลาดสำคัญขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นและจีนที่เติบโตดีขึ้น

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกในเดือนมิถุนายนถือว่าใกล้เคียงกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 24.2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี วิจัยกรุงศรีคาดการเติบโตของการส่งออกอาจไม่แข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตได้ถึง 15.5% YoY เนื่องจากผลของฐานที่ต่ำในปีก่อนทยอยลดลง ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศอาจส่งผลกระทบต่อบางภาคของอุตสาหกรรมการผลิตในช่วงต้นไตรมาส 3/2564 ทั้งจากมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดขึ้น และภาวะการขาดแคลนแรงงานในบางสาขา 

อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตในอัตราเลขสองหลักในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวดีของเศรษฐกิจโลกนำโดยประเทศแกนหลัก การทยอยเปิดประเทศและการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ที่คั่งค้างจากช่วงก่อน ภาคบริการที่เริ่มกลับมาดำเนินการได้  รวมถึงการจ้างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศเหล่านี้ ตลอดจนการฉีดวัคซีนที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในหลายประเทศ ปัจจัยข้างต้นดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของอุปสงค์โลก 

วิจัยกรุงศรีจึงคาดการณ์มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตดีขึ้นเป็น 13.5% บนฐานข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ (หรือ +15.0% ฐานข้อมูล ธปท.)  เทียบกับ 9.0% ที่เคยคาดการณ์ในครั้งก่อน

ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินการระบาดระลอกล่าสุดกระทบ GDP 0.8-2% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของวิจัยกรุงศรี ธปท.ระบุการระบาดของ COVID-19 จากสายพันธุ์เดลต้าทำให้การติดเชื้อรุนแรงและลากยาวกว่าที่คาด เป็นผลให้ทางการต้องออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด โดยธปท.ประเมินจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2564 หายไป 0.8% ในกรณีสามารถควบคุมการระบาดได้ในช่วงเดือนสิงหาคม แต่หากไม่สามารถคุมได้ทำให้การระบาดยืดเยื้อถึงสิ้นปี  GDP จะหายไป 2.0% 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าว ธปท.ชี้ว่ายังไม่สามารถนำไปหักลบกับการคาดการณ์ GDP ที่คาดไว้ที่ 1.8% เมื่อเดือนมิถุนายน เนื่องจากยังไม่ได้รวมผลของปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจจะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจ

ด้านวิจัยกรุงศรีล่าสุดได้ประเมินผลกระทบจากการระบาดรอบนี้จากสายพันธุ์เดลต้า ภายใต้สมมุติฐานประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 60% ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจะลดต่ำกว่า 1,000 ภายในเดือนพฤศจิกายน สะท้อนมาตรการควบคุมยังคงดำเนินต่อไปจนถึงเดือนตุลาคม โดยประเมินว่าจะมีผลกระทบราว 70% ของช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ในเดือนเมษายน 2563 ผลเชิงลบโดยรวมที่เกิดจากการหยุดชะงักของอุปทาน การลดลงของอุปสงค์ และกิจกรรมท่องเที่ยวอ่อนแอลง ฉุด GDP ปีนี้ลดลง 2.0% 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปัจจัยบวกจากการส่งออกที่เติบโตแข็งแกร่งในปีนี้จะช่วยหนุน GDP ได้ +0.6% รวมถึงมาตรการเยียวยาของรัฐซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มเติมในปีนี้ราว 1 แสนล้านบาท  จะหนุน GDPได้อีก +0.6% ดังนั้น ผลกระทบสุทธิต่อการเติบโตของ GDP ในปีนี้โดยรวมแล้วจึงคาดว่าจะะลดลงจากคาดการณ์เดิม -0.8% วิจัยกรุงศรีจึงปรับลดตาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เหลือเติบโต 1.2% (จากเดิมคาด 2.0%)

ด้านเศรษฐกิจโลกธนาคารกลางยุโรปปรับเป้าหมายเงินเฟ้อหนุนการฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐมีสัญญาณชะงักงันชั่วคราวในภาคบริการ ส่วนญี่ปุนเผชิญแรงกดดันจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า

เศรษฐกิจยูโรโซนปรับตัวดีขึ้น คาดธนาคารกลางยุโรปคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีข้างหน้า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและคงวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามโครงการ Pandemic Emergency Purchase Program (PEPP) ที่ระดับ 1.85 ล้านล้านยูโรจนถึงเดือนมีนาคมปี 2565 ในการประชุมครั้งนี้ยังมีมติปรับเป้าหมายเงินเฟ้อจากเดิมที่กำหนดให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานต่ำกว่าหรือเข้าใกล้ 2% เป็นอยู่ที่ระดับ 2% ในระยะปานกลาง

เศรษฐกิจยูโรโซนยังมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นโดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมภาคผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนกรกฎาคมแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543 ที่ 60.0 อย่างไรก็ตาม ECB ยังไม่จำเป็นต้องเร่งปรับดอกเบี้ยเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังต่ำโดย ECB คาดว่าอัตราเงินเฟ้อช่วงปี 2564-2566 จะอยู่ที่ 1.9% 1.5% และ 1.4% ตามลำดับ ส่วนการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อของ ECB จะเปิดโอกาสให้อัตราเงินเฟ้อสามารถดีดตัวชั่วคราวได้สูงกว่า 2% โดย ECB ไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยและสามารถใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้ต่อเนื่อง ซึ่งประธาน ECB ยืนยันว่าธนาคารจะไม่ถอนมาตการ QE เร็วเกินไปเพราะอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลง 

ด้านวิจัยกรุงศรีคาดว่าหลังโครงการ PEPP สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 2565 ECB จะปรับเพิ่มการเข้าซื้อสินทรัพย์ภายใต้ Asset Purchase Program (APP) ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงไว้ในระดับต่ำอย่างน้อยจนถึงปี 2566

เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่องท่ามกลางข้อจำกัดด้านอุปทานในภาคบริการ ส่วนความไม่แน่นอนจากไวรัสกลายพันธุ์ยังมีจำกัด ในเดือนมิถุนายนตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านแตะระดับ 1.64 ล้านยูนิตสูงสุดในรอบ 3 เดือน สำหรับในเดือนกรกฎาคมดัชนีภาคการผลิตของเฟดแคนซัสซิตี้แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำข้อมูลเมื่อปี 2544 ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตเบื้องต้นแตะระดับ 63.1 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่จำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 กรกฎาคมลดลงสู่ระดับ 3.24 ล้านรายต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563

เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่องแม้จะเผชิญปัญหาการชะงักงันด้านอุปทานชั่วคราวในภาคบริการสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการเบื้องต้นที่แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 เนื่องจากธุรกิจบางส่วนยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้เพียงพอ โดยดัชนีย่อยด้านการจ้างงานส่งสัญญาณหดตัวมากขึ้นจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน 

วิจัยกรุงศรีคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคบริการจะกลับมาเปิดดำเนินการได้มากขึ้นในช่วงปลายปีโดยจำนวนลูกจ้างจะทยอยกลับสู่ตลาดแรงงานหลังมาตรการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 

ส่วนสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้านั้น ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อดังกล่าวแตะระดับ 3 หมื่นรายต่อวันคิดเป็น 83% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด แต่การระบาดยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ เช่น รัฐมิสซูรี อาร์คันซอ เนวาดา และยูทาห์ ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันประมาณ 3.9% ของ GDP สำหรับความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนโดยภาพรวมนั้นมีการฉีดไปแล้ว 340.4 ล้านโดส โดยมีผู้ได้รับวัคซีนครบถ้วนคิดเป็น 48.9% ของประชากร ความไม่แน่นอนดังกล่าวจึงยังจำกัดในบางพื้นที่ ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อไป

คาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นรอบใหม่และการส่งออกที่โตต่อเนื่องจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า การส่งออกในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 48.6% YoY ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.2% ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นรวมทั้งมาตรการควบคุมที่เข้มงวดส่งผลต่อเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3/2564 อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกประมาณ 30 ล้านล้านเยน (คิดเป็นประมาณ 5.6% ของ GDP) ประกอบกับการส่งออกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่าปัจจัยหนุนดังกล่าวจะช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบในช่วงไตรมาส 3/2564 และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาส 4/2564 ต่อไป