ไทยพาณิชย์ เปิดขายกองทุนหุ้นจีน ลงทุนในตลาด A Shares 2 – 8 พ.ย.นี้

บลจ.ไทยพาณิชย์เปิดขายกองหุ้นจีน A Shares “SCBASHARES” ไอพีโอ (IPO)  2 – 8 พ.ย. นี้ รับโอกาสการลงทุนแบบ Active จากหุ้นขนาดกลางและเล็กในตลาด A-Shares

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเห็นโอกาสเติบโตจากการลงทุนในตลาดหุ้น A-Shares ซึ่งจะเป็นตัวขับคลื่อนเศรษฐกิจจีนในหลาย ๆ กลุ่ม เช่น เทคโนโลยี ภาคการผลิต และด้านนวัตกรรมต่าง ๆ

จึงได้เปิดเสนอขาย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นจีนเอแชร์ แอคทีฟ (SCB China A Shares Active Equity : SCBASHARES) มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท เริ่มเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 2 – 8 พฤศจิกายน 2564 นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท โดยสามารถซื้อได้ในทุกช่องทางรวมถึงผู้สนับสนุนการขายทุกราย

สำหรับกองทุนหลักจัดเป็นกองทุน 5 ดาว ประเภท EAA OE China Equity – A Shares ของมอร์นิ่งสตาร์ จาก Allianz China A-Shares ชนิดหน่วยลงทุน AT ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนเดียวกันกับกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 2564) เป็นกองทุนบริหารเชิงรุก (Active Fund) ด้วยกระบวนการการคัดเลือกหุ้นโดยให้ความสำคัญต่อ 3 ปัจจัย ได้แก่

1.การเติบโต ซึ่งมุ่งเน้นให้รายได้หรือกำไรสูงกว่า GDP Growth & Peer

2.คุณภาพ โดยจะดูถึงชื่อเสียงของฝ่ายบริหาร, คุณภาพของงบการเงิน วงจรเงินสด และ ROE (Return on Equity)

3.ระดับราคา โดยชื่นชอบ PEG (มูลค่าของหุ้นที่อ้างอิงระหว่าง PE และ Growth) ที่น้อยกว่า 1 อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานเพื่อให้ได้หุ้นที่มี Sustainable Growth และราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีทีม Grassroots@Research จากภายนอก ที่ช่วยเสริมไอเดียการลงทุนให้แข็งแกร่งมากขึ้นอีกด้วย

นางนันท์มนัสกล่าวเพิ่มเติมว่า จีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในปัจจุบัน และคาดว่าจะแซงหน้าสหรัฐ ในฐานะที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ โดยในตลาด A-Shares นั้นส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กหากเทียบกับตลาดจีน Off shore ซึ่งหุ้น A-Shares จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในหลายหมวด ครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนเกือบ 4,500 แห่ง มูลค่า Market Cap ประมาณ 13.4 ล้านล้านเหรียญ หรือครอบคุลมประมาณ 65% ของมูลค่าตลาดหุ้นทั้งหมดของจีน

ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุนในการกระจายพอร์ตสู่กลุ่มธุรกิจที่จะเป็นเศรษฐกิจใหม่ของจีนได้อย่างทั่วถึง และด้วยการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น และหมวดที่มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จึงทำให้รายได้หลักมาจากภายในประเทศ เช่น การท่องเที่ยว, ความบันเทิง, เฮลท์แคร์, เทคโนโลยีและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ได้รับผลกระทบทางการค้ากับสหรัฐน้อยกว่าที่คาด

นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส

นอกจากนี้ การที่ MSCI เพิ่ม China A-Shares ในดัชนีตลาดเกิดใหม่ ยังจะทำให้การเพิ่มขึ้นของหุ้นจีนจะเห็นในดัชนีหุ้นทั่วโลกอื่น ๆ มากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติในตลาดจีน A-Shares เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับกองทุน SCBASHARES ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ Allianz China A-Shares (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน (share class) PT (USD) สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของประเทศลักเซมเบิร์ก และอยู่ภายใต้ UCITS โดยกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์สร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว ผ่านการลงทุนในหุ้น A-Shares ของจีน

ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ตามความเหมาะสมสำหรับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการลงทุน

ส่วนกองทุนหลักบริหารโดย Allianz Global Investors GmbH เน้นลงทุนในหุ้นหลากหลายกลุ่ม โดยทั่วไปจะลงทุนในบริษัทที่มี Market Cap มากกว่า1พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ และจะไม่ลงทุนในหุ้นที่ไม่มีสภาพคล่องโดยคาดว่าจะ liquidate พอร์ตการลงทุนทั้งหมดได้ภายใน 1 สัปดาห์

สำหรับพอร์ตการลงทุนของกองทุนมีหลากหลาย เช่น CATL – บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมชั้นนำของจีน ที่ใช้สาหรับรถยนต์ไฟฟ้า, WILLSEMI – บริษัทออกแบบ Semiconductor ชั้นนำของจีน, YEIG – ผู้ผลิต EV Separator รายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน, Fenjiu Group และ Wuliangye – ผู้ผลิตและจำหน่ายสุราขาวชั้นนำของจีน เป็นต้น

กองทุนหลักมีแนวทางการลงทุนเป็นแบบ Active ด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน, bottom up บนพื้นฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับราคาที่เหมาะสม รวมทั้งมีการคัดเลือกและวิเคราะห์หุ้นแบบ Bottom Up และActively managed ในอดีตที่ผ่านมากองทุนหลักสามารถสร้างผลตอบแทนจาก stock selection ได้อย่างโดดเด่น ทั้งนี้ กองทุนหลักมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 20.55% และ 3 ปีอยู่ที่ 32.04% เทียบกับดัชนีอ้างอิง MSCI China A Onshore NR USDอยู่ที่ 18.22% และ 19.61% ตามลำดับ (ที่มา : Morningstar ณ 30 ก.ย. 2564)