อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย พลิกทำกำไรปีแรกหลังควบรวมกิจการ SAGI ตั้งเป้าปี 2565 เบี้ยประกันรวม 6,200 ล้านบาท เติบโตอย่างน้อย 10% เร่งขยายพอร์ตลูกค้าองค์กร
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 นายลาร์ส ไฮบุทสกี กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย(AAGI) เปิดเผยว่า ในปี 2564 ถือเป็นปีแรกที่บริษัททำกำไรได้สำเร็จหลังควบรวมกิจการ บมจ.ศรีอยุธยาเจนเนอรัลประกันภัย (SAGI) โดยมีกำไรจากการรับประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยการเดินเรือ และประกันภัยบ้าน ซึ่งเป็นพอร์ตใหญ่ของบริษัทฯ
โดยปัจจุบัน AAGI มีสัดส่วนยอดขายประกันรถยนต์มากกว่า 50% ประกันภัยบ้าน 25% และที่เหลืออีก 25% เป็นประกันภัยการเดินเรือและประกันภัยสุขภาพ มาจากช่องทางขายผ่านตัวแทนนายหน้า 50% และที่เหลืออีก 50% จากช่องทางขายผ่านธนาคาร(แบงก์แอสชัวรันซ์)
ปัจจุบันมีลูกค้ารายบุคคลในส่วนประกันรถยนต์, ประกันภัยทรัพย์สิน, ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล และการเดินทาง และมีลูกค้าองค์กรทั้งจากประกันภัยอุตสาหกรรม, ประกันภัยโครงการก่อสร้าง, ประกันภัยการเดินเรือ และประกันภัยภาระหนี้สิน
“เราได้ใช้ความแข็งแกร่งของกลุ่มอลิอันซ์ที่อยู่มากว่า 100 ปี เข้าไปรับงานลูกค้าองค์กรเพื่อให้มีกลุ่มลูกค้าใหญ่ขึ้น ซึ่งถือเป็นการประกอบร่างจิ๊กซอว์ลูกค้ารายบุคคลและลูกค้าองค์กรหนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างดี”
“ทั้งนี้ในปีที่แล้วต้องยอมรับว่าธุรกิจประกันวินาศภัยเจอพายุลูกใหญ่มาก จากผลกระทบการระบาดของโควิด-19 ซึ่งค่อนข้างท้าทายมาก เพราะธุรกิจประกันเป็นธุรกิจของการสร้างความเชื่อมั่น แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเจอพายุลูกไหนๆ หลังผ่านพ้นพายุไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เพราะเราจะปรับตัวรับสิ่งใหม่ๆ ได้” นายลาร์ส กล่าว
สำหรับอลิอันซ์อยุธยาประกันภัยเอง ปัจจุบันสถานะการเงินอยู่ในสถานภาพที่แข็งแกร่งมาก ด้วยสินทรัพย์กว่า 1 หมื่นล้านบาท และมีเงินกองทุนสำรอง (Risk-based capital) สูงกว่ามาตรฐานถึง 452% (ข้อมูล 31 ธ.ค.64) โดยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ(Rating) จาก S&P เรตติ้ง AA อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และ Moody’s เรตติ้ง Aa3 อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และ Best เรตติ้ง A+ อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งธุรกิจของอลิอันซ์ในประเทศไทยทั้ง 3 บริษัท(อลิอันซ์อยุธยาประกันภัย, อลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต, อลิอันซ์อยุธยาแคปปิตอล) ค่อนข้างแข็งแกร่งมาก
นายลาร์ส กล่าวว่า ส่วนเป้าหมายในปี 2565 ของ AAGI ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 6,200 ล้านบาท เติบโตอย่างน้อย 10% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยยึดกลยุทธ์ 5 เสาหลักขับเคลื่อนธุรกิจให้ถึงเป้าหมาย ประกอบด้วย
1.สร้างการเติบโตในช่องทางตัวแทนและนายหน้า โดยมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การออกใบเสนอราคารวดเร็วมากขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า
2.บริหารจัดการช่องทางขายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการเพิ่มจำนวนตัวแทน และการทำครอสเซลไปยังผลิตภัณฑ์ประกันภัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประกันภัยรถ (non-motor) โดยมุ่งเน้นขยายพาร์ตเนอร์ตัวแทนนายหน้าและคู่ค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจหลักอย่างประกันภัยรถยนต์
3.สนับสนุนการขายผ่านช่องทางธนาคาร ซึ่งปัจจุบันเป็นคู่ค้าพาร์ตเนอร์กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) และธนาคารทหารไทยธนชาต(TTB) โดยการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการขายให้ง่ายขึ้น
4.สนับสนุนช่องทางพันธมิตรธุรกิจเช่าซื้อ โดยปัจจุบันเป็นคู่ค้าพาร์ตเนอร์กับกรุงศรีออโต้ และเงินติดล้อ(TIDLOR) เพื่อเสนอสินค้าประกันที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยการขาย
5.ช่องทางลูกค้าองค์กร ต่อยอดจากเครือข่ายและการสนับสนุนจากกลุ่มอลิอันซ์ พร้อมมองหาโอกาสรับประกันภัยความเสี่ยงกลุ่มใหม่ อาทิ การประภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องด้วยกลุ่มอลิอันซ์เติบโตมาจากการประกันภัยทรัพย์สินและเบ็ดเตล็ด(Property and Casualty Insurance) ฉะนั้นอลิอันซ์ในประทศไทยสามารถนำความเชี่ยวชาญและการคำนวณความเสี่ยง มาพัฒนาโปรดักต์ให้บริษัทเติบโตไปไกลกว่าในปัจจุบันได้แน่นอน
“เราจะลงทุนเทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อการทำงานที่สะดวกและรวดเร็ว ตอบสนองกับคู่ค้าพาร์ตเนอร์และลูกค้าผู้เอาประกันทุกคน”
นายลาร์ส กล่าวอีกว่า ขณะที่บริษัทได้เข้าไปรับพอร์ตงาน Non-covid ของอาคเนย์ประกันภัยด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาเป็นลูกค้าของอลิอันซ์ฯ ซึ่งก็จะหนุนการเติบโตของพอร์ตลูกค้าและช่วยสร้างการเติบโตให้กับอลิอันซ์ในปีนี้ด้วย
ส่วนนโยบายการทำธุรกรรมลดใช้เงินสด ปัจจุบันบริษัทได้ให้ความสำคัญมาก แต่จุดยืนคือลูกค้ามาเป็นอันดับ 1 แม้ตอนนี้สิ่งที่เห็นคือความรวดเร็วในการพัฒนาระบบชำระเงินของประเทศไทยด้วยการจ่ายผ่าน QR Code บนมือถือสมาร์ทโฟน แต่เข้าใจว่ายังมีกลุ่มลูกค้าส่วนหนึ่งที่จ่ายเงินสด ฉะนั้นบริษัทยังคงต้องตอบสนองตรงนั้นได้ด้วย ซึ่งคงต้องทำงานควบคู่กับคู่ค้าพาร์ตเนอร์เพื่อเดินหน้าไปพร้อมกัน
ส่วนแผนการซื้อกิจการ นายลาร์ส กล่าวสั้นๆ ว่า เมื่อไรก็ตามที่มีโอกาสอลิอันซ์ฯจะเข้าไปแน่นอน