หุ้นไทยวิ่งขึ้นตามตลาดหุ้นสหรัฐ ราคาน้ำมันดิ่งกดดันอัพไซด์ตลาด
หุ้น หุ้นไทย
“ฟิลลิป” ประเมินตลาดหุ้นไทยเช้านี้บวกแต่ยังไปไม่ไกล ย่ำในกรอบเดิม 1,585-1,600 จุด หลังตลาดหุ้นสหรัฐปิดพุ่งขึ้นแรงหลังตัวเลข ISM Non-Manufacturing PMI เดือน ก.ค. ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด หนุนบรรยากาศลงทุนเช้านี้ในภูมิภาคสดใส แต่อัพไซด์จำกัดหลังราคาน้ำมันดิบ WTI ดิ่งกว่า 4% มาอยู่ที่ 90.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ 10 ก.พ. 65 ฉุดหุ้นพลังงาน-โรงกลั่น
วันที่ 4 สิงหาคม 2565 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า คาดดัชนี SET Index บวกแต่ยังไปไม่ไกล ย่ำในกรอบเดิม 1,585-1,600 จุด โดยยังได้รับปัจจัยบวกจากตลาดหุ้นสหรัฐที่ปิดพุ่งขึ้นแรงหลังตัวเลข ISM Non-Manufacturing PMI เดือน ก.ค. ออกมา 56.7 ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 53.5 และเดือนก่อนหน้าที่ 55.3 ทำให้บรรยากาศลงทุนเช้านี้ในภูมิภาคค่อนข้างสดใส
หากแต่ปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยที่อาจทำให้อัพไซด์ยังจำกัดคือ การดิ่งหนักของราคาน้ำมันดิบ WTI กว่า 4% มาอยู่ที่บริเวณ 90.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำจุดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. 65 จึงคาดจะทำให้หุ้นพลังงานและโรงกลั่นมีการสะดุดตัวบ้าง
โดยกลยุทธ์การลงทุนยังชอบ 1.หุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น KKP, KBANK, SCB 2.หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่โมเมนตัมในกลุ่มยังดี มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อ เช่น BH, BDMS, IMH 3.หุ้นกลุ่ม Anti-Commodity ที่ได้รับประโยชน์จากการปรับลงของราคาน้ำมันดิบ เช่น BGRIM, GPSC และ 4.หุ้นท่องเที่ยวเปิดเมืองที่ยังเติบโตตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว เช่น CENTEL, ERW, NSL, CRC
สำหรับราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงหนักวานนี้จ่อหลุดระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ที่ประชุม OPEC+ มีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้อยกว่าที่ตลาดคาดมากเพียง 1 แสนบาร์เรล/วัน ในเดือน ก.ย. จากระดับ 6.48 แสนบาร์เรล/วัน ในเดือน ก.ค. และ ส.ค. หากแต่นักลงทุนกลับไปให้น้ำหนักกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าที่สะท้อนออกมาผ่านส่วนต่างดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 2 ปี กับ 10 ปีของสหรัฐ (2-10 US Interest rate spreads) ซึ่งส่งสัญญาณ Inverted อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มต่ำกว่าคาดในช่วงก่อนหน้า อีกทั้งมีแรงกดดันจากการประกาศตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นถึง 4.5 ล้านบาร์เรล สวนทางที่ตลาดคาดจะปรับลดลง 7 แสนบาร์เรล เมื่อสัปดาห์ก่อนจึงกลายเป็นแรงกดดันหนักต่อราคาน้ำมันโลก
ทั้งนี้ปัจจัยที่น่าติดตามต่อคือ 1.พัฒนาการทางการเมืองของประเด็นระหว่างจีน-ไต้หวัน-สหรัฐ ว่าทางด้านจีนจะมีประเด็นตอบโต้เพิ่มเติมหรือไม่ นอกเหนือจากการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าบางประเภทจากไต้หวัน และการซ้อมรบโดยใช้กระสุนจริงในทะเลรัศมี 10 ไมส์ รอบเกาะไต้หวัน และ 2.การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) วันนี้ ตลาดคาดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% เป็น 1.75%