เปิดรายงาน กนง. รอบล่าสุด ปมเสียงแตก 6 ต่อ 1 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%
ธปท.
ธปท.เปิดเผยรายงานการประชุม กนง.รอบล่าสุด คณะกรรมการมีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ด้วยมติ 6 ต่อ 1 เสียง เผยคณะกรรมการฯ ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิดในสิ้นปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อยังค้างสูงต่อไปก่อนทยอยลดลงในปีหน้า ชี้ต้องขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปควบคู่ดูแลกลุ่มเปราะบาง “เฉพาะจุด” พร้อมจับตาปัญหาขาดแคลนแรงงาน-สถานการณ์ “บาทอ่อน” อย่างใกล้ชิด
วันที่ 24 สิงหาคม 2565 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 4/2565 ที่ประชุมเมื่อวันที่ 5 และ 10 ส.ค. 2565 ที่ผ่านมา โดยมีกรรมการที่เข้าร่วมประชุม 7 ราย ประกอบด้วย นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ประธาน) นายเมธี สุภาพงษ์ (รองประธาน) นางสาววชิรา อารมย์ดี นายคณิศ แสงสุพรรณ นายรพี สุจริตกุล นายสมชัย จิตสุชน และนายสุภัค ศิวะรักษ์

คาดสิ้นปีนี้เศรษฐกิจฟื้นสู่ระดับก่อนโควิด
โดยในการประชุมดังกล่าว คณะกรรมการ กนง. มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปีจากร้อยละ 0.50 เป็นร้อยละ 0.75 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 1 เสียงเห็นควรให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.50 ต่อปี คณะกรรมการเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องและชัดเจนขึ้น โดยแรงส่งหลักมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด และการบริโภคภาคเอกชนที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของตลาดแรงงานและรายได้ครัวเรือน โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ระดับก่อนการระบาด COVID-19 ได้ภายในสิ้นปีนี้และจะขยายตัวต่อเนื่องในระยะต่อไป
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงอีกระยะหนึ่งก่อนที่จะทยอยปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2566 ตามแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานที่ทยอยคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
คณะกรรมการประเมินว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษเพื่อรองรับวิกฤต COVID-19 ในระยะที่ผ่านมามีความจำเป็นลดลง โดยกรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปีในการประชุมครั้งนี้เพื่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเอื้อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องและไม่สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในระยะต่อไป
ส่วนกรรมการ 1 ท่านเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.50 ต่อปีเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยประเมินว่าจะไม่กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดยคณะกรรมการเห็นความสำคัญของการมีมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยประเมินว่าระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง รวมทั้งสภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง แต่การกระจายสภาพคล่องยังแตกต่างกันบ้างในแต่ละภาคเศรษฐกิจ ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่บางกลุ่มยังเปราะบางโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ในสาขาธุรกิจที่ฟื้นตัวช้าและครัวเรือนรายได้น้อยที่มีความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ จึงเห็นควรให้ดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง
ติดตามสถานการณ์ “บาทอ่อน” ใกล้ชิด
นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นว่าภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลายแต่มีความผันผวนสูง โดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก จากความกังวลต่อสินทรัพย์เสี่ยงภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ จึงเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการและความผันผวนในตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน
คณะกรรมการประเมินว่าการที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทำให้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษมีความจำเป็นลดลง และเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
มั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้นต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมอภิปราย คือ คณะกรรมการมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มขยายตัวดี ขณะที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจำกัด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะขึ้นกับการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางระหว่างประเทศและนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ซึ่งประเมินว่ามีผลต่อการตัดสินใจเดินทางมากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต้นทาง
ปัจจัยเสี่ยง “ต้นทุน-ค่าครองชีพ” พุ่ง
นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะช่วยให้รายได้ของผู้ประกอบการและลูกจ้างในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับดีขึ้น ซึ่งเป็นแรงส่งต่อการบริโภคภาคเอกชนในระยะถัดไป อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากต้นทุนและค่าครองชีพที่สูงขึ้นซึ่งอาจกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจมีโอกาสการเกิดต่ำแต่ส่งผลกระทบรุนแรง (tail risk)
“เงินเฟ้อ” ยังเสี่ยงสูง-ค้างนาน
ขณะเดียวกันคณะกรรมการประเมินว่าเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงสูงจากการส่งผ่านต้นทุนเป็นหลัก แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยลดลงตามราคาพลังงานและราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่มีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่การส่งผ่านต้นทุนไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานอาจมีผลต่ออีกระยะหนึ่ง จาก (1) การที่ต้นทุนหลายประเภทสูงขึ้นพร้อมกัน
และ (2) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและการค้าโลกจากวิกฤต COVID-19 และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อพลวัตเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ซึ่งได้สะท้อนอยู่ในการประมาณการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2566 ที่ให้ไว้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
คณะกรรมการประเมินว่าการส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวจะไม่ฝังตัวในเงินเฟ้ออย่างถาวร (entrenched inflation) อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นได้หากอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นที่ปรับสูงขึ้นเริ่มส่งผลต่อการส่งผ่านและการปรับราคาสินค้าของผู้ประกอบการ จึงเห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านต้นทุนที่อาจมากและเร็วกว่าคาด รวมถึงพลวัตเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์อย่างใกล้ชิด
จับตาปัญหาขาดแคลนแรงงาน
คณะกรรมการยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวและสร้างแรงกดดันค่าจ้างในบางสาขาธุรกิจ โดยแรงงานคืนถิ่นอาจมีข้อติดขัดในการกลับเข้าตลาดแรงงาน เนื่องจากรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการระบาดและความแน่นอนของรายได้รวมถึงอาจขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเริ่มต้นทำงานใหม่
นอกจากนี้ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ทำให้แรงงานหันไปประกอบอาชีพอิสระรวมถึงการให้บริการขนส่งสินค้าที่มีรายได้สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันค่าจ้างเพิ่มเติม จึงควรติดตามการปรับขึ้นค่าจ้างและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดแรงงานในระยะต่อไป
หนุนขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปมีความเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทย โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณการฟื้นตัวได้ต่อเนื่องและชัดเจนขึ้น การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำเป็นพิเศษเพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 จึงมีความจำเป็นลดลง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงอีกระยะหนึ่ง และต้องติดตามการส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าหมวดต่าง ๆ โดยเฉพาะสินค้าในตะกร้าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน
อย่างไรก็ดี ยังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (cost-push inflation) เป็นสำคัญ คณะกรรมการจึงเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
ขึ้นดอกเบี้ยควบคู่พยุงกลุ่มเปราะบาง
ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการทยอยลดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ควบคู่กับการมีมาตรการเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง เหมาะสมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่แตกต่างกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะช่วยให้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนปรับดีขึ้น แต่บางกลุ่มยังเปราะบาง เช่น ผู้ประกอบการ SMEs ในสาขาธุรกิจที่ฟื้นตัวช้าครัวเรือนรายได้น้อยที่มีความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ และลูกหนี้ประเภทไม่มีหลักประกัน (unsecured loan)
โดยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนสำหรับกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง (blunt tool) จึงอาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการดูแลกลุ่มเปราะบาง และการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำต่อเนื่องอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาวการดำเนินนโยบายการเงิน
- กนง. มติ 6 ต่อ 1 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในรอบ 4 ปี
- สมาคมแบงก์ ตรึงดอกเบี้ยอุ้มหนี้กลุ่มเปราะบาง จ่อขยับลูกค้ารายใหญ่ก่อน
- แบงก์อั้นไม่ขึ้นดอกเบี้ยกู้-ฝาก ถก ธปท.ขอลดเงินนำส่ง FIDF
- EIC คาด กนง. ขึ้นดอกเบี้ย สกัดเงินเฟ้อค้างนาน ดันดอกเบี้ยสิ้นปีสู่ระดับ 1.25%
- บิ๊กธุรกิจฝ่าวิกฤตการเมือง นายกฯ 8 ปี เดินหน้าลงทุน-จี้แก้ปมเศรษฐกิจ