เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
AWC เปิดตัว Moxy Pattaya เสริมศักยภาพโครงการแฟลกชิป “Aquatique” หนุนพัทยาสู่จุดหมายระดับโลก  
Business AWC เปิดตัว Moxy Pattaya เสริมศักยภาพโครงการแฟลกชิป “Aquatique” หนุนพัทยาสู่จุดหมายระดับโลก  
สมาพันธ์รถไฟ เรียกร้องรัฐเลิกสัญญา“ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้ลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า
Economic สมาพันธ์รถไฟ เรียกร้องรัฐเลิกสัญญา“ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้ลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า
LHFG โชว์ครึ่งแรกปี’69 กำไรสุทธิ 1,538.6 ล้าน โต 37.3% รายได้ “Trade Finance-FX” พุ่ง
Finance LHFG โชว์ครึ่งแรกปี’69 กำไรสุทธิ 1,538.6 ล้าน โต 37.3% รายได้ “Trade Finance-FX” พุ่ง
กทพ.จ่อผุดทางด่วน “เชื่อมเกาะสมุย” 7.4 หมื่นล้าน เคาะเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท
Economic กทพ.จ่อผุดทางด่วน “เชื่อมเกาะสมุย” 7.4 หมื่นล้าน เคาะเก็บค่าผ่านทาง 1,000 บาท
กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI หนุนไทยผู้นำอาเซียน
Biz Movement กัลฟ์ เอดจ์ จับมือ ค็อกนิแซนท์ ประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้าน AI หนุนไทยผู้นำอาเซียน
SCGP รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้น เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
Real Estate SCGP รับดีมานด์บรรจุภัณฑ์ฟื้น เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
Real Estate เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
เบนซ์ ปลื้ม CLA ดันยอด EV โต 130% ปรับกลยุทธ์เจาะคนรุ่นใหม่ผ่านเเคมเปญ​ ‘FLEX Mobility’
Automotive เบนซ์ ปลื้ม CLA ดันยอด EV โต 130% ปรับกลยุทธ์เจาะคนรุ่นใหม่ผ่านเเคมเปญ​ ‘FLEX Mobility’
บิทคับ แจงปม ก.ล.ต. ฟันบริษัทฯ – 2 อดีตกรรมการ ผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
Finance บิทคับ แจงปม ก.ล.ต. ฟันบริษัทฯ – 2 อดีตกรรมการ ผิด พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล
SCG โชว์กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 85% เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น
Real Estate SCG โชว์กำไรไตรมาส 2 พุ่ง 85% เคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น
ดูทั้งหมด

เพิ่มอำนาจ ธปท. คุมลีสซิ่ง ฝ่าฝืนโทษคุก 3 ปี สกัดหนี้ครัวเรือน

28 ส.ค. 2565 | 09:31น.
มอเตอร์ไซค์

แบงก์ชาติจับมือ สศค. ยกร่างพระราชกฤษฎีกาคุมธุรกิจ “เช่าซื้อ-ลีสซิ่ง”รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ต้นตอสำคัญ “หนี้ครัวเรือน” มูลหนี้คงค้าง 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มอำนาจ ธปท.เข้ากำกับ “น็อนแบงก์-บริษัทลีสซิ่งค่ายรถ-ดีลเลอร์มอเตอร์ไซค์ที่ให้บริการเช่าซื้อ”

ปิดช่องโหว่ไร้หน่วยงานกำกับ เข้มเปิดเผยข้อมูลอัตราดอกเบี้ย-ค่าบริการ พร้อมรายงานฐานะการเงิน ฝ่าฝืนเจอโทษปรับและจำคุก “ฐิติกร” เจ้าตลาดเช่าซื้อมอ’ไซค์ หวั่นรายเล็กเจอกฎเหล็กไปไม่รอด

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง “พระราชกฤษฎีกากำหนดการประกอบธุรกิจทางการเงินบางประเภทอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 พ.ศ. …. เพื่อกำกับดูแลธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดย ธปท.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึง 31 สิงหาคม 2565

คุมหนี้ครัวเรือน “รถ-มอเตอร์ไซค์”

เนื่องจากธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์และจักรยานยนต์ให้บริการแก่ประชาชนเป็นวงกว้าง และมีอัตราการขยายตัวสูงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปริมาณธุรกรรมมีนัยสำคัญทั้งในระดับเศรษฐกิจและระดับหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย โดยสิ้นปี2564สัดส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับ 90% ต่อจีดีพี ยอดหนี้รวม 14.6 ล้านล้านบาท โดยเป็นยอดคงค้างของการให้เช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์1.8 ล้านล้านบาท หรือ 12.3% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด

และเป็นส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินและไม่ใช่บริษัทลูกธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) สัดส่วนถึง 31.6% ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ

ดอกเบี้ยสูง-ร้องเรียนเยอะ

ขณะที่ธุรกิจนี้มีการเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง และปริมาณเรื่องร้องเรียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากข้อมูลสถิติผ่านศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ระหว่างปี 2562-2565 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเช่าซื้อรวม 489 เรื่องในจำนวนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ถึง 82%

ดึง พ.ร.บ.การเงินคุมเช่าซื้อรถ

ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย เห็นชอบในหลักการให้มีหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจการให้เช่าซื้อและการใช้เช่าแบบลีสซิ่งเป็นการเฉพาะ เพื่อยกระดับการประกอบธุรกิจให้มีมาตรฐาน ดังนั้น ธปท. และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จึงได้ร่วมกันยก (ร่าง) “พระราชกฤษฎีกากำหนดการประกอบธุรกิจทางการเงินบางประเภทอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 พ.ศ. ….”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ระบุว่า ผู้ประกอบการภายใต้กฎหมายนี้ไม่ต้องขอใบอนุญาต (license) จาก ธปท. แต่ต้องดำเนินธุรกิจตามหลักเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนด เช่น การให้ข้อมูลบริการเช่าซื้อให้กับลูกค้าอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดอกเบี้ย ค่าบริการ และเบี้ยปรับต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับทราบข้อมูลตามเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนด

รวมทั้งมีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูล การแจ้งและแสดงวิธีรายละเอียดในการคิดคำนวณค่าบริการรายปี รวมถึงการจัดทำบัญชีเพื่อแสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินให้กับ ธปท.

ฝ่าฝืนเจอโทษทั้งจำ-ปรับ

กฎหมายได้มีการกำหนดบทลงโทษเพื่อป้องปรามมิให้มีการกระทำความผิด และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ โดยกรณีผู้ประกอบธุรกิจ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม (ร่าง) พ.ร.ฎ. หรือหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามกฎหมาย กรณี กรรมการ ผู้จัดการ ผู้ที่มีอำนาจในการจัดการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.ฎ.ต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ตั้งแต่ปรับไม่เกิน 3 แสน ถึงไม่เกิน 1 ล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 3,000 บาท ถึงไม่เกินวันละ 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

ในกรณีผู้ใดให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือขัดขวาง ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้ตรวจการ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

หรือในกรณีทำลาย ซ่อนเร้นทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆ ที่ผู้ตรวจการได้ยึด อายัดไว้อัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 6 หมื่นบาทถึง 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังอยู่ในช่วงการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการธุรกิจรวมทั้งจะต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ซึ่งก็อาจจะมีการปรับแก้รายละเอียดอีกมาก

กระทบถึงบริษัทลีสซิ่งค่ายรถ

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การยกร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ เป็นการขยายขอบเขตของ ธปท. เพื่อให้สามารถกำกับดูแลธุรกิจให้บริการเช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้ครอบคลุมทั่วถึง เพราะเดิม ธปท.กำกับได้เฉพาะลีสซิ่งที่เป็นบริษัทลูกของแบงก์เท่านั้น

โดยกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ ธปท. มีอำนาจการกำกับดูแลผู้ให้บริการเช่าซื้อ-ลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในกลุ่ม “น็อนแบงก์” ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงกลุ่มแคปทีฟ ไฟแนนซ์ ของค่ายรถอย่าง โตโยต้า ลีสซิ่ง, ฮอนด้าลีสซิ่ง, เป็นต้น รวมถึงกลุ่มดีลเลอร์จักรยานยนต์ที่ให้บริการลีสซิ่งกับลูกค้าควบคู่ไปด้วย ซึ่งทั่วประเทศมีหลายพันราย

โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการเช่าซื้อและลีสซิ่ง จะอยู่ภายใต้กฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น ซึ่งการกำกับดูแลจะเป็นเรื่องของสัญญา รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งจะดูแลในเรื่องความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค และจะมีการตรวจสอบก็ต่อเมื่อผู้บริโภคร้องเรียน แต่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 จะเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการ และเป็นการกำกับดูแลไม่ให้มีความเสี่ยงเชิงระบบของผู้ประกอบการและทำให้แบงก์ชาติมีฐานข้อมูลหนี้ครัวเรือนครอบคลุมมากขึ้น

ธปท.ชี้เช่าซื้อน็อนแบงก์ไร้กำกับ

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเสริมว่า ตอนนี้มีผู้ประกอบการเช่าซื้อ-ลีสซิ่งที่กำลังพูดคุยอยู่หลายร้อยราย โดยในรายละเอียดอาจจะต้องรอร่างนี้ออกมาในแง่ชั้นกฎหมาย เพื่อให้ ธปท.มีอำนาจ ส่วนจะกำหนดอะไรจะเป็นขั้นตอนต่อไป โดย ธปท.จะมีเวลาเตรียมตัวอีก 180 วันหลังกฎหมายประกาศลงราชกิจจานุเบกษา

“ธปท.จะดู 2 มุม คือ การให้บริการที่เป็นธรรม และเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งเรื่องนี้เราทำมาระยะหนึ่งแล้ว เป็นการผลักดันจากคณะกรรมการแก้ไขหนี้ภาคประชาชน และพบว่าเรื่องนี้ยังไม่มีเจ้าภาพกำกับดูแล ส่วนจะกำกับอะไรบ้างต้องรอฟังความคิดเห็น”

TK หวั่นคุมเข้มรายเล็กไม่รอด

ด้านนายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK ผู้ให้บริการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์รายใหญ่ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบแนวทางและหลักเกณฑ์การกำกับภายใต้ร่าง พ.ร.ฎ. แต่เบื้องต้น ธปท.คงมองว่าสินเชื่อเช่าซื้อมีมูลค่าสูงและขยายตัวเร็ว ซึ่งปัจจุบันตลาดรถจักรยานยนต์มีอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาท และมีผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 1,000 ราย ซึ่งในต่างจังหวัดจะเป็นทั้งดีลเลอร์และปล่อยสินเชื่อด้วย

สิ่งที่กังวลคือ มีผู้ประกอบการจำนวนมาก หากคุมจะต้องคุมเท่าเทียมกัน และผู้ประกอบรายเล็กความพร้อมอาจน้อยกว่ารายกลางและรายใหญ่ หรือหาก ธปท.เข้ามากำหนดดอกเบี้ย ค่าติดตามทวงถาม จะต้องเป็นราคาที่เหมาะสมทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ เพราะหากกดต่ำจนเกินไป อาจทำให้ผู้ประกอบการอยู่ไม่รอด และลูกค้ากลุ่มเสี่ยงอาจหลุดออกไปใช้นอกระบบได้

“ตอนนี้ทุกคนรอความชัดเจน แต่อยากให้ ธปท.คำนึงถึงทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องสมดุลกัน เพดานต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนตามต้นทุนที่แท้จริง เพราะในช่วง 5-10 ปีก่อนดอกเบี้ยต่ำ แต่ตอนนี้ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น จะใช้ต้นทุนเดิมไม่ได้ และการคุมต้องคุมให้หมดในคราวเดียว ธปท.จะไหวหรือไม่”

มอเตอร์ไซค์หนี้เสียปีแรกสูง 30%

นายกานต์ดนัย ชลสุวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการด้านบัญชีและการเงิน บริษัทไมโครลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ร่าง พ.ร.ฎ.ดังกล่าว ธปท.ต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียม ในช่วงแรกอาจจะเป็นการคุมเรื่องการให้บริการอย่างเป็นธรรมก่อน และน่าจะทยอยไปสู่การกำกับอย่างอื่นเพิ่มเติม

ในส่วนของดอกเบี้ยหากมีการกำหนดเพดาน อาจจะกระทบผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะหากดูเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ทั้งระบบประมาณ 20-30% จะเป็นดีลเลอร์ทำเอง หากมีการคุมดอกเบี้ย กลุ่มนี้จะโดนกระทบกลุ่มแรก และหากดูอัตราหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ของรถจักรยานยนต์จะมีอัตราหนี้เสียตั้งแต่ปีแรกสูงถึง 30% ทำให้บางรายคิดอัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกสูงราว 36%

“มองในมุมดี ธปท.ต้องการให้แข่งขันเท่าเทียม แต่เรื่องดอกเบี้ยจะเป็นการบีบผู้ประกอบการ เพราะปกติแข่งขันตามกลไกตลาด ในอดีตดอกเบี้ยเคยคิดสูงถึง 36-40% แต่ก็ลดลงมาเรื่อย ๆ ตามการแข่งขัน และที่ผ่านมา สคบ.ก็คุมหมดเกือบทุกอย่าง มองว่าช่วงแรก ธปท.คงออกเกณฑ์เกี่ยวกับบริการที่เป็นธรรมก่อน และค่อยออกเรื่องดอกเบี้ย เพราะถ้าคุมแรง บีบน็อนแบงก์ ผู้บริโภคจะไหลออกนอกระบบมากขึ้น”

ค่ายรถเชื่อไม่กระทบ

แหล่งข่าวจากค่ายรถยนต์รายใหญ่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องนี้ไม่น่ากังวล เพราะน่าจะเป็นเรื่องดีที่พยายามดูแลผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมาก็มีหลายเคสที่ปรากฏให้เห็น เช่น ดอกเบี้ยค่าปรับ ค่าทวงถาม ที่ไม่เป็นธรรม ส่วนใหญ่จะเกิดกับน็อนแบงก์รายเล็กถ้าเป็นบริษัทใหญ่ปฏิบัติตามอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับ นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปกติแคปทีฟไฟแนนซ์รายงานสถานะการเงินเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งผลกำไรก็ไม่ค่อยดี หากมีการกำกับทั้งหมด ค่ายใหญ่พอร์ตใหญ่อาจจะได้รับผลกระทบเยอะ ซึ่งขึ้นอยู่กับการบาลานซ์ของลีสซิ่งแต่ละรายเป็นสำคัญ

ขณะที่แหล่งข่าวดีลเลอร์จักรยานยนต์กล่าวว่า เรื่องเข้ามากำกับและให้รายงานสถานะคงไม่ใช่ปัญหา แต่ที่กังวลคือการออกมาตรการบังคับบางอย่าง เช่น กำหนดเงินดาวน์ เพดานอัตราดอกเบี้ย พวกนี้กระทบการทำตลาดแน่ ๆ

สมาคมขานรับยกมาตรฐาน

นายธีรชาติ จิรจรัสพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด และในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน Market Conduct กลุ่มสินเชื่อรถยนต์ สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นในการสร้างมาตรฐานและยกระดับแนวปฏิบัติงานและการให้บริการของกลุ่ม nonbank ให้อยู่มาตรฐานเดียวกับสถาบันการเงิน ซึ่งจะมีผลดีต่อลูกค้า เพราะ ธปท.จะดูแลให้ผู้บริโภคได้รับการบริการอย่างเป็นธรรม ทั้งการเปิดเผยข้อมูลครบถ้วนโปร่งใส

เรื่องนี้สมาคมธุรกิจเช่าซื้อฯได้ดำเนินแนวทางแก่สมาชิกให้ความร่วมมือแล้วตั้งแต่ปี 2560 แต่การกำกับในครั้งนี้จะยกระดับครอบคลุมกว้างขึ้น เช่น การดูแลอัตราดอกเบี้ย ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าธรรมเนียมค่าบริการต่าง ๆ ให้มีมาตรฐานเดียวกัน นอกเหนือจากส่วนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สคบ.

กลุ่มสินเชื่อห้องแถวลำบาก

แหล่งข่าวผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อเปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ เบื้องต้นเน้นเรื่องการเปิดเผยข้อมูล ดอกเบี้ย ค่าปรับในกลุ่มน็อนแบงก์ แต่ในอนาคตหากมีเกณฑ์เพิ่มเติม เช่น เรื่องเพดานดอกเบี้ย ก็อาจกระทบในส่วนแบงก์ได้ เพราะปัจจุบันธุรกิจเช่าซื้อยังไม่ได้มีการคุมดอกเบี้ย ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจจำนำทะเบียนรถที่กำหนดไว้24% ต่อปี

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการที่จะเข้าไปอยู่ในกำกับของร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ มี 3 กลุ่ม คือ 1.บริษัทลีสซิ่งของผู้ผลิตรถยนต์ (captive finance) ซึ่งกลุ่มนี้ไม่น่าจะมีปัญหา โดยเฉพาะรายใหญ่เป็นสมาชิกสมาคมธุรกิจเช่าซื้อฯ มีการดำเนินตามมาตรฐานอยู่แล้ว เช่น ค่าปรับ การตั้งสำรอง แม้จะไม่ได้โดนคุม 2.กลุ่มน็อนแบงก์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลุ่มนี้ก็มีมาตรฐานที่ดีในเรื่องการรายงานข้อมูลอยู่แล้ว แต่อาจจะมีผลกระทบในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากแหล่งเงินทุนจะแตกต่างจากธนาคารที่มีแหล่งเงินทุนถูกกว่า

และ 3.ดีลเลอร์มอเตอร์ไซค์ที่จัดไฟแนนซ์เอง กลุ่มนี้จะทำธุรกิจหรือทำบัญชีไม่ได้เป็นมาตรฐาน ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้เป็นพิเศษ

“เชื่อว่า ธปท.ต้องฟังความคิดเห็นอีกพอสมควร และเกณฑ์การกำกับน่าจะออกมาเป็นเฟส ๆ เพื่อให้มีช่วงระยะการปรับตัว เพราะผู้ประกอบการรายย่อยดีลเลอร์เป็นเหมือนสินเชื่อห้องแถว กลุ่มนี้บริหารตามสไตล์ตัวเอง หากมาอยู่ในเกณฑ์จะมีต้นทุน ต้องทำระบบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องยากพอสมควร”