ดร.กอบศักดิ์ ชี้ถ้อยแถลงประธานเฟดทำนักลงทุนวงแตก-ผิดหวัง ส่งผลให้ราคา “หุ้น-คริปโตเคอร์เรนซี่” ตกระเนนระนาดเมื่อคืนที่ผ่านมา คาดตลาดต้องปั่นป่วนไปอีก 6-12 เดือน
วันที่ 27 สิงหาคม 2565 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก “Dr.KOB” ระบุถึงถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่า เป็น “9 นาทีเขย่าโลก” โดยยกคำว่า “ตัดรอน ไม่เหลือเยื่อใย” ว่าน่าจะเป็นข้อสรุปที่ตรงสุด สำหรับสุนทรพจน์ของประธานเฟดเมื่อคืนนี้
“1,301 คำที่ชี้ว่า “เฟดจะไม่ใจอ่อน และจะไม่เปลี่ยนใจ จนเงินเฟ้อลง” จึงไม่น่าแปลกใจว่า เมื่อคืนนี้ Dow Jones -1,008 จุด หรือ -3.03% Nasdaq -498 จุด หรือ -3.94% Bitcoin -1,500 ดอลลาร์ ลงมาเหลือ 20,200 หรือ -6.75% Ethereum -200 ดอลลาร์ ลงมาเหลือ 1,500 หรือ -12%”
ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่า “ระเนระนาด” ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะนักลงทุนแอบหวังว่าเงินเฟ้อสหรัฐที่ลงมาให้เห็น 1 เดือนแล้ว เป็นสัญญาณที่ดีหมายความว่า ดอกเบี้ยขึ้นไปไม่มาก แค่ 3.66% ก็จะจบ ต้นปีหน้า เฟดน่าจะพอแล้วและน่าจะเริ่มลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี
แต่สิ่งที่ประธานเฟดพูดเมื่อคืน ต่างจากที่นักลงทุนคิดไว้มาก
โดยประธานเฟดบอกว่า สิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐหมกหมุ่น focus อยู่ ก็คือ เอาเงินเฟ้อลงมาที่ 2%
“หน้าที่ของเรา คือ การสยบเงินเฟ้อให้ได้ ถ้าเฟดผิดพลาดเรื่องนี้ เศรษฐกิจก็จะไม่สามารถขยายตัวอย่างยั่งยืน เงินเฟ้อจะสร้างความเสียหายแก่ทุกคน”
รวมถึงระบุว่า การเอาเงินเฟ้อกลับเข้าเป้า “ต้องใช้เวลา” ต้องใช้นโยบายที่ “เข้มข้น” เข้าจัดการจะนำมาซึ่ง เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าปกติ คนต้องตกงาน ธุรกิจต้องปิด คนทั่วไป อาจจะไม่สามารถจ่ายหนี้ได้
“แต่นี่คือต้นทุนที่เราต้องแบกรับไว้ เพราะถ้าพลาดจะเสียหายยิ่งกว่านี้”
ล่าสุด เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอลงบ้าง แต่โดยรวมยังมีแรงส่งที่ดีอยู่ ตลาดแรงงานยังแข็งแกร่งมาก เงินเฟ้อกำลังกระจายไปภาคส่วนต่าง ๆ ส่วนที่ลงมา 1 เดือน ถือเป็นข่าวดี แต่ยังไม่พอ
“ยัง falls far short ที่จะทำให้กรรมการมั่นใจว่าเงินเฟ้อจะลง”
ประธานเฟดยังบอกด้วยว่า เฟดจะปรับดอกเบี้ยไประดับที่เข้มข้น ที่ชะลอเศรษฐกิจลงมา ระดับปัจจุบันที่ 2.25-2.5% เป็นระดับที่เรียกว่า Neutral rate แต่จุดนี้ไม่ใช่จุดที่เฟดจะหยุดหรือชะลอการขึ้นดอกเบี้ย
“โดยการขึ้นดอกเบี้ยครั้งหน้า อาจจะเป็น 0.75% เราจะดูข้อมูลที่ออกมาอีก 1 เดือน แล้วตัดสินใจว่าเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ ในอนาคต เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยไปได้สูงพอ อัตราการขึ้นอาจจะชะลอลงได้”
นอกจากนี้ ในการที่จะเอาเงินเฟ้อลงมา เฟดคงต้อง “คงดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลาที่นานพอควร” เพราะบทเรียนในอดีตชี้ว่า การลดลงเร็วเกินไป เชื้อเงินเฟ้อจะไม่ตาย และจะเกิดปัญหาอีกรอบได้
“โดยเมื่อมิถุนายน กรรมการมองว่าจุดสูงสุดของดอกเบี้ยรอบนี้ต้องขึ้นไปอย่างน้อยใกล้ๆ 4% แต่ในการประชุมครั้งหน้าจะบอกอีกทีว่าจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ เท่าไหร่”
โดยสิ่งที่กรรมการคิด หารือแนวทางจัดการเงินเฟ้อ ตั้งอยู่บนบทเรียนสำคัญจากอดีต 3 เรื่อง
เรื่องแรก – เป็นหน้าที่ของธนาคารกลางในการจัดการเงินเฟ้อ ธนาคารกลางมีเครื่องมือในการสู้ศึกดังกล่าว ที่เคยใช้ได้ผลมาในอดีต
รอบนี้ก็เช่นกัน “ต้องเอาเงินเฟ้อลงมาให้ได้ อย่างไม่มีเงื่อนไขใดใด” โดยเฟดมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเรื่องนี้ โดยไม่ลังเล
เรื่องที่สอง – การคาดการณ์เงินเฟ้อของทุกคนสำคัญมาก ในช่วงปี 1970 เงินเฟ้อสูง คนเคยชิน ยิ่งเฟ้อ ก็ยิ่งเอามาใช้ในการปรับขึ้นราคาสินค้า เงินเดือน
Paul Volcker บอกว่า หน้าที่ของเฟดคือ ตีหลังของเงินเฟ้อให้หัก และทำให้เงินเฟ้อไม่สามารถต่อยอดตนเองได้
Alan Greenspan บอกว่า เป้าหมายคือ เราต้องทำให้เงินเฟ้อต่ำ ต่ำจนทุกคนไม่ได้ใส่ใจ
“แต่ปัญหาใหญ่ของเราก็คือ ช่วงนี้ เงินเฟ้ออยู่ในใจทุกคน ยิ่งปล่อยไว้นาน เงินเฟ้อก็จะสามารถฝังรากลึก ต่อยอดตัวเองได้”
เรื่องที่สาม – เราต้องไม่วอกแวก ลังเล อดีตสอนว่า ยิ่งช้า ยิ่งเสียหาย ก่อนที่ Paul Volcker จะจัดการเงินเฟ้อสำเร็จ เฟดล้มเหลวแล้ว ล้มเหลวอีก เป็นเวลา 15 ปี
โดยนโยบายการเงินที่เข้มข้น ดอกเบี้ยที่สูง ที่ค้างไว้ยาวนานพอ คือ หัวใจสำคัญในการหยุดเงินเฟ้อไม่ให้เพิ่มขึ้น และเอาเงินเฟ้อลงมา
“เราต้องมุ่งมั่นในการสู้ศึกครั้งนี้ เพื่อจะไม่พลาดเหมือนในอดีต”
ดร.กอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า ประธานเฟดจบสุนทรพจน์โดยบอกว่า บทเรียนทั้งสามเรื่อง คือ กรอบที่ใช้ในการจัดการเงินเฟ้อรอบนี้ ซึ่งเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย “ให้แรงพอ” และ “เร็วพอ” เพื่อจัดการเงินเฟ้อ
“เราเดินหน้าต่อไป ไม่เปลี่ยนใจ จนเรามั่นใจว่าเงินเฟ้อยอมสยบ กลับเข้าเป้า”
ดร.กอบศัดฝกดิ์ กล่าวว่า พูดง่ายๆ ว่า ทุกคำพูด ทุกประโยคของประธานเฟด ตั้งใจมาตัดรอน ทำให้นักลงทุนที่แอบหวังว่า “เฟดจะใจอ่อน เปลี่ยนใจ”
“แต่พอได้ยินคำพูดที่ “ปราศจากเยื่อใย” เช่นนี้ ไม่น่าแปลกใจ วงก็เลยแตก ดัชนีต่าง ๆ พร้อมใจกันลงเมื่อคืนนี้”
สำหรับอนาคต คงจะมีช่วงชักกะเย่อระหว่างเฟดกับตลาดไปเรื่อยๆ เช่นนี้โดยตลาดก็จะแอบหวังตลอดเวลาว่า เฟดน่าจะพอแล้ว ส่วนเฟดก็จะต้องออกมาบอกว่า ยังไม่พอ ยังไม่จบ
สู้กันเป็นระลอก ระลอกไปอย่างน้อยอีก 6-12 เดือน
“จะมีซีนอย่างเมื่อคืน อีกหลายรอบ เพราะนี่คือ “คำตอบสุดท้ายของเฟด”ดอกเบี้ยต้องขึ้นให้สูง ให้สูงพอ และคงอยู่นานพอ ใจแข็งกับความเสียหายที่จะตามมา โดยคอยปลอบใจตนเองว่า “ถ้าเราไม่ใจแข็งพอ ความเสียหายที่รออยู่จะยิ่งใหญ่กว่านี้มาก”