เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“พิพัฒน์” ลั่นแผนย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ได้เห็นในรัฐบาลนี้แน่
Economic “พิพัฒน์” ลั่นแผนย้าย “ท่าเรือคลองเตย” ไป “แหลมฉบัง” ได้เห็นในรัฐบาลนี้แน่
“บางกอกแอร์เวย์ส” คว้า 2 รางวัล “สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลก-เอเชีย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10
Business “บางกอกแอร์เวย์ส” คว้า 2 รางวัล “สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลก-เอเชีย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10
รถไฟนำร่องเส้นทาง “แหลมฉบัง–หนองคาย” โมเดลต้นแบบ ดึงเอกชนร่วมเดินรถ
Economic รถไฟนำร่องเส้นทาง “แหลมฉบัง–หนองคาย” โมเดลต้นแบบ ดึงเอกชนร่วมเดินรถ
ตั้งรับดอกเบี้ยสหรัฐ
Finance ตั้งรับดอกเบี้ยสหรัฐ
ฮือฮา “ตระกูลดัง” ขายที่ดินมรดกย่านแจ้งวัฒนะ แปลงใหญ่ สวยที่สุด 6,700 ล้าน
Real Estate ฮือฮา “ตระกูลดัง” ขายที่ดินมรดกย่านแจ้งวัฒนะ แปลงใหญ่ สวยที่สุด 6,700 ล้าน
เปิดวิชั่น ‘นายกบ้านจัดสรร’ มุ่งอสังหาฯรักษ์โลก-จัดระเบียบต่างชาติ
Real Estate เปิดวิชั่น ‘นายกบ้านจัดสรร’ มุ่งอสังหาฯรักษ์โลก-จัดระเบียบต่างชาติ
‘เงาะโรงเรียน GI’ จ.สุราษฎร์ฯ สหกรณ์ปั้นตลาดกระจายผลผลิต
Economic ‘เงาะโรงเรียน GI’ จ.สุราษฎร์ฯ สหกรณ์ปั้นตลาดกระจายผลผลิต
ผีหลงทาง ?
คุยกับเอกราช ผีหลงทาง ?
ทุนใหญ่ปลุกเมืองใหม่ EEC บูมอสังหา-รับดาต้าเซ็นเตอร์
Real Estate ทุนใหญ่ปลุกเมืองใหม่ EEC บูมอสังหา-รับดาต้าเซ็นเตอร์
เอกนัฏ เร่งเครื่องลดค่าไฟ-โซลาร์หลังคาบ้าน ปลดล็อกตลาดไฟสะอาด ดันแผน PDP ใหม่
Economic เอกนัฏ เร่งเครื่องลดค่าไฟ-โซลาร์หลังคาบ้าน ปลดล็อกตลาดไฟสะอาด ดันแผน PDP ใหม่
ดูทั้งหมด

โรคเลื่อน…”ภูมิธรรม” สรุปวิกฤต4ประการคสช.ก่อขึ้น ชี้เลื่อนเลือกตั้ง-ทุ่มงบ ชิงความได้เปรียบ

21 ม.ค. 2561 | 18:55น.

วันนี้ (21 มกราคม) นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่เฝ้าติดตามการทำงานของรัฐบาลและกลุ่มผู้มีอำนาจจาก คสช. เห็นว่ากลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันกำลังสร้าง 4 วิกฤต ให้เกิดขึ้น คือ

​1. “วิกฤต ศรัทธาผู้นำ” จาก “โรคเลื่อน” ผู้นำที่พูดจาไร้หลักการ เลื่อนลอย เปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจของตนตลอดเวลา เป็นการส่งสารต่อสาธารณะอย่างไร้ความรับผิดชอบ ยึดอำนาจและอารมณ์ตนเองเป็นใหญ่ ไม่มีหลักการเหตุผลรองรับ และขั้นร้ายแรงเวลานี้ คือการใช้กำลังขยายอำนาจ ควบคุมและคุกคามการแสดงออกตามสิทธิ เสรีภาพของประชาชน วิกฤตจากโรคเลื่อนจากโรดแมป ที่ประกาศต่อคนไทยและโลก ที่ผัดผ่อนตามอำเภอใจ จนบัดนี้เข้า 4 ปีแล้ว ยังไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนตามวลีที่บอกว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” นั้น กลับแสดงถึงการดิ้นรนที่จะขยายการสืบทอดอำนาจของตนออกไปอย่างไม่ละอาย วิกฤตดังกล่าวถือเป็นความล้มละลายของภาวะผู้นำ ในความน่าเชื่อถือ และยิ่งสะท้อนถึง ภาวะวิกฤตศรัทธา ที่จะเป็นประวัติศาสตร์ที่ดำมืดในชีวิตของคณะบุคคลชุดนี้เอง

2. “วิกฤตความโปร่งใส”…เป็นวิกฤติที่เกิดจากทีมงาน คนรอบข้างและเครือญาติสนิทของผู้นำ ​ความเสื่อมทรุดทางด้านความโปร่งใส ของคณะผู้มีอำนาจและเครือญาติ พวกพ้อง เป็นเรื่องที่สังคมได้รับรู้มาโดยตลอดตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจในระยะแรก จนขยายมากขึ้นในปัจจุบัน ข้อคลางแคลงใจกรณีอุทยานราชภักดิ์/โครงการรถเมล์เอ็นจีวี/โครงการที่เกี่ยวข้องกับ อผศ./เรื่องเรือเหาะ-เครื่องมือ GT 200 / การเอาที่ดินสาธารณะไปให้เอกชนเช่าหาประโยชน์/ การที่เครือญาตินายกฯใช้สถานที่ราชการไปจดทะเบียนบริษัทและประมูลงานของราชการที่บิดาของตนเป็นหัวหน้าหน่วยราชการนั้นๆ

หรือสุดท้ายที่กำลังเป็นข่าวฮือฮาดังระดับโลกคือเรื่อง “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน” ที่มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท เมื่อถูกสังคมตั้งคำถาม ก็ไม่สามารถให้เหตุผลที่ยืนยันความโปร่งใสของเจ้าของเรื่องได้ ยิ่งปกปิด ยิ่งไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ยิ่งสะท้อนวิกฤตความโปร่งใสและเรื่องราวต่าง ๆ นี้ จะกลายเป็นอาวุธทำร้ายศักดิ์ศรีของท่าน เครือญาติและทีมงานใกล้ชิดเอง การให้เหตุผลที่มักง่ายและขาดสามัญสำนึกเป็นลักษณะของผู้นำที่ดูถูกประชาชน ความโปร่งใสเป็นเหตุผลหลักที่นำคณะท่านเข้ามาบริหารจัดการประเทศ แต่ยิ่งนานไปยิ่งมีปรากฏการณ์ที่ขยาย “ความไม่โปร่งใส” ครึกโครมมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

​3. “ วิกฤตหลักการ”… ใช้ “หลักกู”แทน ปกครองโดย “อำเภอใจ” แทนหลัก “นิติธรรม” และเลือกใช้หลัก “กฏหมาย” แบบเลือกปฏิบัติ ​วิกฤตหลักการ เป็นการใช้อำนาจปกครองประเทศและผู้เห็นต่าง โดยอ้างหลักการและหลักกฏหมาย ซึ่งถูกสร้างขึ้นและนำมาใช้อย่างบิดเบือน เพื่อตอบสนองอำเภอใจของผู้นำ การใช้…”อภินิหารทางกฏหมาย” ซึ่งแท้ที่จริงคือการใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือ กำราบผู้ที่เป็นภัยต่ออำนาจของตน การใช้เล่ห์ เพทุบาย สมคบคิดกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกับกลุ่มผู้นำ เพื่อหาช่องทางสืบต่ออำนาจให้ยาวนานออกไป …ถือเป็นการบิดเบือนกฏหมายให้เป็นไปตามอำเภอใจของผู้นำ บิดเบือนหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องตนอย่างน่าละอาย

​4. “วิกฤติผลงาน” เพื่อให้คนจนหมดทั้งประเทศ ​ผลงานที่ออกมาสู่สายตาสาธารณชน ที่รัฐบาลพยายามใช้ทุกช่องทางโฆษณาว่าประสบความสำเร็จน่าพึงพอใจ แต่มีนักวิชาการและสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อย ที่สะท้อนด้านที่เป็นความล้มเหลวของคณะผู้มีอำนาจ โดยวิจารณ์ว่า ผลงานที่ออกมาอำนวยความสุขและผลประโยชน์ให้แก่เครือข่ายของชนชั้นนำ บริษัทชั้นนำใหญ่ๆ / เครือญาติและพวกพ้องของกลุ่มผู้มีอำนาจมากกว่าเป็นประโยชน์ของประชาชน คนชั้นกลางและคนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผลงานจากจากฝีมือของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล นำประชาชนไปสู่เส้นทางที่ กำลังจะยากจนหมดประเทศ มากกว่า​การโฆษณา ประชาสัมพันธ์เพื่อผลักดันโครงการประชารัฐ อย่างแข็งขัน ซึ่งแท้จริงแล้วคือโครงการที่อำนวยประโยชน์ให้แก่กลุ่มธุรกิจใหญ่และเครือข่ายชนชั้นนำที่ช่วยกันโอบอุ้มกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบัน การใช้กลไกอำนาจรัฐและงบประมาณของรัฐ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความนิยม เพื่อเอื้อประโยชน์โดยมุ่งหวังสร้างความนิยมเสมือนเป็นการใช้งบหลวงและกลไกรัฐมาหาเสียงล่วงหน้า การจัดตั้งกลุ่มพวกพ้องเพื่ออำนวยประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจของฝ่ายตน เป็นการใช้ความได้เปรียบของกลไกต่างๆ เป็นบันไดเพื่อการสืบทอดอำนาจของคณะผู้บริหารปัจจุบัน และเรื่องราวทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาและความทรงจำของประชาชนอย่างแน่นอน

​บทสรุป : วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 4 ประการ…. นำไปสู่ความเสื่อมถอยของกลุ่มอำนาจที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของประชาชน และกำลังเป็นปัจจัยบ่อนเซาะอิทธิพลของพวกตนลงทุกขณะ ความรับรู้ของประชาชนกำลังรวมศูนย์เพื่อตั้งคำถามต่อการยึดอำนาจเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องมากกว่า วันนี้นอกจากพวกท่าน พยายามปกป้องผลประโยชน์แห่งพวกพ้องตนด้วยการทำลายกลไกการตรวจสอบขององค์กรอิสระต่างๆที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ด้วยการเลือก set zero บางองค์กร หรือต่ออายุกรรมการองค์กรอิสระในองค์กร ทั้งที่อาจจะมีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ทั้งๆที่ขัดรัฐธรรมนูญ

​ผมตั้งข้อสังเกตว่า การที่เกิด “โรคเลื่อน” มาโดยตลอดในการกำกับทิศทางให้ประเทศไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ เป็นเพราะเหตุผล ดังนี้

1)รองบประมาณ …ที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลผลักดันงบจำนวนมหาศาล หวังให้เกิดผลสร้างความพึงพอใจกับประชาชน เพื่อจะเป็นฐานรองรับความนิยมของพวกตนในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

2)รอการแต่งตั้งโยกย้ายเรียบร้อย…ให้ได้คนของตนเพื่อไปสร้างความมั่นคงให้กับฐานอำนาจตน และใช้เป็นกลไกที่อำนวยประโยชน์ให้การสืบทอดอำนาจของตนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3)รอการแต่งตัวของพรรคใหม่ที่เป็นพรรคของตนหรือพรรคสำรอง ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนพวกตน ให้มีความพร้อมที่จะชิงความได้เปรียบพรรคเก่า

วิกฤตทั้งหลายทั้งมวล ทำให้สังคมเห็นเจตนาที่เปิดเผยชัดเจนขึ้น เรื่องความต้องการในการสืบทอดอำนาจ ของคณะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน และที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงสถานะและบทบาทของกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันจาก “คนกลาง”ที่อ้างว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ประเทศ กลายเป็น “ผู้เล่นหลัก” ที่ต้องการเข้ามาสืบต่ออำนาจ โดยพยายามชิงความได้เปรียบ ทั้งงบประมาณหลวง/กลไกอำนาจรัฐทุกส่วน/กติกาและกฏหมายที่ใช้ควบคุมการเลือกตั้ง การใช้วาทกรรมเพื่อให้ความหมายและสร้างความชอบธรรมต่อระบบต่างๆที่ตนสร้างขึ้น รวมถึงชี้ให้สังคมเชื่อว่าความล้มเหลวและปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนเป็นปัญหาที่สื่อมวลชนและพรรคการเมืองต่าง ๆ กระทำไปเพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาล หาได้เป็นความล้มเหลวจากการบริหารที่ผิดพลาดของตน

​สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถูกหรือผิด ทุกอย่างอยู่ในสายตาประชาชน วันนี้เราไม่อาจพึ่งพาการตรวจสอบใด ๆ ได้…. บทบาทและกระบวนการตรวจสอบจากกลไกของภาคประชาชน กำลังทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อแก้วิกฤตจากความคิด และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเอง

 

ที่มา มติชนออนไลน์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเมือง คสช. เลือกตั้ง