คำเตือนที่น่าหวาดหวั่นจากไอเอ็มเอฟ “สิ่งที่เลวร้ายสุดยังมาไม่ถึง” สำหรับเศรษฐกิจโลก ปีนี้สะบักสะบอม และปีหน้าจะถอยไปอีก
วันที่ 12 ตุลาคม 2565 ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดแถลงรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2023 (พ.ศ. 2566) ที่สำนักงานในกรุงวอชิงตัน สหรัฐ ด้วยคำเตือนบาดคมว่า “สิ่งที่เลวร้ายที่สุดยังมาไม่ถึง สำหรับหลายคน ปี 2023 จะรู้สึกราวกับเศรษฐกิจถดถอย”
หน่วยงาน IMF คาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะลดลงเหลือ 2.7% ในปี 2023 โดยมีความเป็นไปได้ 25% ที่จะลดลงต่ำกว่า 2% เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโต 3.2% ในปีนี้

ตัวเลขสำหรับปีหน้าอยู่ที่ 0.2% ต่ำกว่าที่ IMF พยากรณ์แนวโน้มไว้ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน อัตราเงินเฟ้อที่สูง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ที่ลากกิจกรรมค้าขายในโลกให้ดิ่งลง
ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF คาดการณ์ว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลกจะหดตัวในปีนี้หรือปีหน้า ในขณะที่ 3 ประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และจีน เศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัว”
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกตามที่ IMF ระบุไว้นั้น เป็นตัวเลขต่ำสุดเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่ปี 2001 (พ.ศ. 2544 เกิดวินาศกรรมสหรัฐ) รองจากวิกฤตซับไพรม์เมื่อปี 2008 และการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งการเติบโตทั่วโลกลดลงต่ำกว่า 2% มีเพียง 5 ครั้งตั้งแต่ปี 1970 (พ.ศ. 2513)

ไอเอ็มเอฟเชื่อว่า ช่วงปลายปีนี้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะพุ่งสูงสุด แต่จะยังคงระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าธนาคารกลางจะทำงานอย่างจริงจังเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 4.7% ในปี 2021 เป็น 8.8% ในปีนี้ จากนั้นคาดการณ์ว่าจะลดลงเหลือ 6.5% ในปี 2023 และ 4.1% ภายในปี 2024
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางของประเทศใหญ่ ๆ ตั้งเป้าเงินเฟ้อไว้ที่เกือบ 2% และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อจำกัดการขึ้นราคา แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอีกด้วย อาจทำให้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกรุนแรงขึ้น และอาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งไอเอ็มเอฟเรียกว่า “ภัยคุกคามเร่งด่วนที่สุดต่อความเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต”

กูรินชาส์กล่าวว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูเสถียรภาพของราคา และการเร่งรัดได้เร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีความเสี่ยงจากการเร่งรัดมากเกินไป
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาการค้าเตือนว่า นโยบายการเงินที่เข้มงวดยิ่งขึ้นอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจทั่วโลก มากกว่าวิกฤตการเงินในปี 2008 และวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020
ไอเอ็มเอฟระบุว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นสร้างความไม่มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตลาดเกิดใหม่ที่มีหนี้ในระดับสูง ในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่วิกฤต ความวุ่นวายทางการเงินอาจปะทุขึ้น กระตุ้นให้นักลงทุนแสวงหาการคุ้มครองการลงทุนที่ปลอดภัย
อย่างตอนนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐผลักดันค่าเงินดอลลาร์ให้สูงขึ้น จึงถึงเวลาที่ผู้กำหนดนโยบายของชาติตลาดเกิดใหม่ต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตให้ดี
ผลกระทบที่ยังคงอยู่ของความพยายามที่จะควบคุมการแพร่กระจายของโควิด 19 และการชะลอตัวลงอย่างมากของภาคอสังหาริมทรัพย์ 1 ใน 5 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการคาดการณ์ล่าสุดในสหรัฐ คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.6% ในปีนี้ และคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1% ในปี 2023
ส่วนการเติบโตในจีนยังถูกปรับลดลงเป็น 3.2% ในปี 2022 และ 4.4% ในปี 2023 ด้วยขนาดของเศรษฐกิจจีน และความสำคัญของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก สิ่งนี้จะส่งผลอย่างมากต่อการค้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก
….