เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

ขบวนอำนาจสับราง ยื้อราคารถไฟฟ้าสายสีเขียว

30 ต.ค. 2565 | 10:38น.
ชัชชาติ สายสีเขียว

ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว เคลื่อนขบวนไปหยุดอยู่ตรงที่เส้นแบ่งของอำนาจ 3 ฝ่าย

ฝ่ายแรก คือ รัฐบาลกลางในนามของกระทรวงมหาดไทย

ฝ่ายที่สอง คือ รัฐบาลท้องถิ่นในนามของผู้ว่าฯ กทม.

ฝ่ายที่สาม คือ ฝ่ายนิติบัญญัติท้องถิ่น ในนามของสภากรุงเทพมหานคร

ฝ่ายที่ควรตกลงกันได้มากที่สุด คือ ผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งกุมอำนาจทั้งฝ่ายบริหาร และมีเครือข่าย สมาชิกสภา กทม. หรือ ส.ก.ไว้ 2 พรรค คือ เพื่อไทย 20 ที่นั่ง และก้าวไกล 13 ที่นั่ง รวมกันแล้วเกินกึ่งหนึ่ง 33 เสียง จากทั้งหมด 50 เสียง

แต่ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและข้อบังคับ รวมทั้งผลผูกพันในการตัดสินใจใช้อำนาจแก้ปัญหาที่มีมูลค่าเกือบแสนล้าน อาจทำให้ต้องตกเป็นจำเลยในคดีใดคดีหนึ่งในอนาคต

นี่จึงเป็นเหตุให้ นายชัชชาติ ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้อง ถอนญัตติการแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว ออกจากวาระการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 65

 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

หลังจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเคลื่อนขบวนรถไฟฟ้าวนไปเกือบจะต้องตั้งต้นทางใหม่ 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1.ตอบหนังสือความเห็นของกระทรวงมหาดไทย 2.พิจารณาการชำระค่าจ้างเดินรถในส่วนต่อขยายช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า สามารถทำได้หรือไม่ และ 3.ปรึกษากับอัยการ เรื่องอำนาจของ กทม. ในส่วนต่อขยายช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และแบริ่ง-สมุทรปราการ

ปมปัญหาแห่งอำนาจของฝ่ายบริหาร กทม. ที่ไม่อาจผลักดันการแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวได้ ตามความเห็นของฝ่ายสมาชิกสภา กทม. พรรคก้าวไกล คือ การใช้อำนาจอาจขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562 แต่ฝ่ายบริหาร คือนายชัชชาติ ระบุว่า “ไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562 แต่อย่างใด”

ถ้อยความในการตอบความเห็นจาก กทม. ส่งถึงกระทรวงมหาดไทย คือ การต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น เห็นควรต้องผ่านพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และขอสนับสนุนในค่าใช้จ่ายด้านงานโยธาจากรัฐบาลกลาง 5 หมื่นล้าน ในช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ

พร้อมกันนี้ได้ตั้งประเด็นคำถามเพื่อหาแนวทางในการอนุมัติการจ่ายค่าจ้างเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า ตามสัญญาจ้างเดินรถระหว่างกรุงเทพมหานคร กับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เนื่องจากกรุงเทพมหานคร หยุดการจ่ายค่าตอบแทนแก่บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ในส่วนนี้มาตั้งแต่ปี 2562 เพราะค่าจ้างในการเดินรถ เป็นส่วนหนึ่งที่คณะกรรมการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562 ใช้ในการเจรจา และต้องการให้กรุงเทพมหานครในฐานะลูกหนี้ ต้องการจะหยุดการเดินของทั้งดอกเบี้ยและค่าจ้างเดินรถค้างจ่ายที่สะสม

ปมปัญหาทับซ้อนเรื่องอำนาจ ทั้ง 3 ฝ่าย และอีก 2 องค์กร คือ กรุงเทพมหานครและกรุงเทพธนาคม ต้องรอคำตอบจากอัยการสูงสุด ตาม “บันทึกข้อตกลงการมอบหมาย ให้บริการเดินรถ และติดตั้งระบบเดินรถและซ่อมบำรุง ระหว่างกรุงเทพมหานครและกรุงเทพธนาคม”

ผู้ว่าฯ กทม.ต้องการความชัดเจนใน 2 ประเด็น คือ ส่วนแรก จะต้องเปลี่ยนหนังสือบันทึกข้อตกลงการมอบหมายนี้เป็นสัญญาหรือไม่ และการเก็บค่าโดยสารในรถไฟฟ้าส่วนนี้ อำนาจในการกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นของกรุงเทพมหานคร หรือกรุงเทพธนาคมกันแน่

แม้กระทั่งการจ่ายค่าจ้างเดินรถของบริษัท กรุงเทพธนาคม ปีละราว 6 พันล้าน ก็ยังต้องการคำตอบจาก “บริษัทที่ปรึกษา” มาตีราคาว่าแพงเกินไปหรือไม่

ทั้งหมดเป็นภารกิจของฝ่ายบริหาร กับอีก 2 องค์กร ที่ผูกมัดร้อยกันจนยากที่จะสางให้จบภายใน 100 วัน ตามที่ได้หาเสียงไว้

เวลาที่เคลื่อนไปข้างหน้า คู่ขนานกับการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เคยอ้างถึงว่าเกินกึ่งหนึ่งอยู่ในมือของชัชชาติ ในเวลานี้เมื่อถึงช่วงการนับถอยหลังไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า ปัญหาการช่วงชิงคะแนนนิยมสำหรับสนามใหญ่ ในเมืองหลวงระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล จึงเป็นอีกปมใหญ่ปมหนึ่งที่มัดปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวให้แน่นยิ่งขึ้น

หลังจากญัตติดังกล่าวถูกถอนจากการประชุมคราวล่าสุด และเป็นช่วงเวลาการปิดสภากรุงเทพมหานครในปี 2565 สมัยที่ 4 พอดิบพอดี

กว่าการประชุมสภากรุงเทพมหานคร จะเปิดประชุมอีกครั้ง คือในการประชุมสภาสมัยที่ 1 ในเดือนมกราคม 2566

ระหว่างนี้แม้ว่าทั้งฝ่ายสภา กทม.ที่มีองค์ประกอบ ของ ส.ก. พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล จะถือว่าหมดภาระในการพิจารณาปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวไปแล้ว

และฝ่ายหัวเรือใหญ่ของพรรคก้าวไกล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์กรุงเทพมหานคร ยืนยันสำทับว่า คำสั่ง คสช.ที่ 3/2562 ข้อที่ 5 ระบุไว้ชัดเจนว่า อำนาจของคณะกรรมการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้นได้ยุติไปแล้ว และเป็นอำนาจของ รมว.มหาดไทย ที่จะแสวงหาแนวทางอื่น เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป

“ในทางปฏิบัติ แค่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ทำหนังสือตรงให้ผู้ว่าฯ กทม. จากนั้นผู้ว่าฯ กทม.มีอำนาจเต็มที่จะตอบหนังสือฉบับนั้นได้เอง โดยไม่ต้องผ่านสภากรุงเทพมหานครก็ได้”

ในขณะที่ฝ่ายบริหาร กทม. โดยโฆษกฯ กทม. ออกมายืนยันเช่นกันว่า อำนาจในการพิจารณาแนวทางบริหารจัดการและการจัดเก็บค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น กทม.ยืนยันว่าญัตติดังกล่าวไม่ได้เป็นการใช้อำนาจเพื่อขอมติสภา กทม. เพื่อนำไปใช้ดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงการขอรับความเห็นของ ส.ก. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอน

นั่นหมายความว่า ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว เรื่องค่าโดยสาร การบริหารอนาคต และการสางหนี้ที่พัวพัน ต้องถูกโยนลูกกลับไปที่รัฐบาลกลางอีกครั้ง เพื่อหาคำตอบและผลผูกพันตามกฎหมาย ที่เปิดทางให้ทุกฝ่ายได้หลักประกันในการใช้อำนาจอย่างปราศจากข้อกังขา และการันตีว่าไม่มีคดีค้างคาในอนาคต

ประเด็นแรก คือรอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในการให้ความเห็นชอบผลการเจรจาและร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งคณะรักษาสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562

ประเด็นที่สอง เรื่องการรอพิจารณาเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในงานโยธาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการจัดการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 2/2560 ที่เห็นชอบในหลักการให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้แก่กรุงเทพมหานคร สำหรับการรับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ประเด็นที่ 3 คือรอคำตอบที่รอจากกระทรวงมหาดไทย เรื่องหนี้สินและค่าใช้จ่ายในการจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ซึ่งการจ้างเดินรถส่วนนี้มีหนังสือสัญญาชัดเจน กรุงเทพมหานครจะต้องชำระ แต่ติดปัญหาที่มัดไว้ว่า หนี้และค่าใช้จ่ายเป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขของผลการเจรจาของคณะกรรมการที่ดำเนินการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562 และต้องใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีชี้ขาด

กทม.จึงต้องรอลุ้นความหวังว่า จะได้ไฟเขียวจากกระทรวงมหาดไทย ให้เดินหน้าสางหนี้ หรือให้เจรจาชะลอการจ่าย และหากต้องจ่ายหนี้ให้เอกชน กระทรวงมหาดไทยอาจต้องโยนเผือกร้อนรถไฟฟ้าสีเขียวทั้งขบวน กลับไปไว้ในมือของคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

และแน่นอนว่า ในคณะรัฐมนตรี ย่อมมีร่างเงาของพรรคภูมิใจไทยในกระทรวงคมนาคม ที่ตระหง่านต้านแนวทาง ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอมาแล้วหลายรอบ

ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว ขยายวงไปทั่วทั้งกระดานอำนาจการเมืองส่วนท้องถิ่น และการเมืองระดับชาติ