ห่างหายไปเกือบ 3 ปี หลังโควิดคลี่คลาย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ผศ.ดร.ณัฐพล นิมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า พร้อมด้วย ดร.ปรีสาร รักวาทิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ เดินทางไปอัพเดตความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งแต่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง ไปจนถึงอุตสาหกรรมอีสปอร์ตของโซนี่ และโรดแมปการพัฒนา 5G ไปสู่ 6G ของเอ็นทีที โดโคโม
ในช่วงที่เข้าพบกับ นายทาวาระ ยาสุโอ Director-General Global Strategy Bureau กระทรวงกิจการภายในประเทศ และการสื่อสารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้มีการหารือแนวทางความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานในการส่งเสริมการพัฒนาดิจิทัลสตาร์ตอัพไทยในทุกระยะการเติบโต และแนะนำโครงการ Thailand Digital Valley รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่นักลงทุน โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นจะได้รับ เพื่อชักชวน MIC และนักลงทุนญี่ปุ่นให้เข้ามาร่วมลงทุนในดิจิทัลสตาร์ตอัพ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) รวมถึงความร่วมมือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม และอีสปอร์ต
ผศ.ดร.ณัฐพลกล่าวว่า อีกบทบาทของดีป้าคือ การพัฒนากำลังคนดิจิทัลที่มีทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม อาทิ เทคโนโลยี AI, Blockchain รวมถึงการพัฒนา Data Science และ Data Engineer ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในภาคอุตสาหกรรม และมีแผนจัดตั้งสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่แห่งชาติ (National Big Data Institute : NBDi) เพื่อการขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูล
“ปีหน้า ดีป้าจะจัดอีเวนต์ใหญ่ด้านอีสปอร์ต ซึ่งนอกจากนินเทนโดไว้แล้ว โซนี่ก็เป็นหนึ่งในผู้นำในอุตสาหกรรมนี้เช่นกันที่เราจะชวนเขามาร่วมด้วยกับเราในปีหน้า”

ต่อมาได้แวะไปดูเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มของ HavestX Lab บริษัทสตาร์ตอัพที่พัฒนาระบบเพาะปลูกอัตโนมัติ (future farm) ซึ่งสนับสนุนโดยมหาวิทยาลัยโตเกียว ที่กำลังทดลองทำฟาร์มสตรอว์เบอรี่ระบบปิดควบคุมการทำงานด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์, เอไอ, ไอโอที ดูแลระบบต่าง ๆ ตั้งแต่การผสมเกสร, ควบคุมอุณหภูมิ, การรดน้ำ ไปจนถึงการเก็บผลผลิต
ผู้บริหาร HavestX Lab บอกด้วยว่า การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาด้านการเกษตรก็เพื่อให้การเพาะปลูกในอนาคตได้ผลผลิตเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่แรงงานคนน้อยลง จึงช่วยลดการใช้แรงงาน ควบคุมคุณภาพ ลดการสูญเสียลงได้จำนวนมาก และคาดว่าภายในปี 2025 บริษัทจะพร้อมนำระบบเพาะปลูกอัตโนมัติออกสู่ตลาดได้
ส่วนที่บริษัท เอ็นทีที โดโคโม (NTT docomo) ได้พบกับนายซาอีฟ สิดดิคิ Director Global Business Solution Division NTT docomo เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างกันในอนาคตด้านการพัฒนา 5G แอปพลิเคชั่น และ 6G
นายซาอีฟกล่าวว่า เทคโนโลยี 5G เป็นเสาหลักสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น AI, IOT, XR และ Cloud ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัวสู่ดิจิทัล ผลักดันให้เกิดการพัฒนา UI/UX การสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการใหม่ ๆ และยกระดับผลผลิต อันนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างตรงจุด ซึ่งเอ็นทีที เริ่มสร้างไพรเวต 5G ในเดือน ธ.ค. 2019 บนคลื่นความถี่ 4.6-4.9 GHz และ 28.2-29.2 GHz เริ่มจากในภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่โรงงานผลิต, ด้านกีฬา, การป้องกันภัย, การเกษตร แต่มองว่าคีย์ซักเซสจะอยู่ที่การนำไปใช้ด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพ
“ไม่ใช่แค่ 5G เมื่อกลางปีนี้เองยังประกาศความร่วมมือกับผู้ผลิตอุปกรณ์ในระดับนานาชาติในการพัฒนาเทคโนโลยี 6G ร่วมกันทั้งบนคลื่นไฮแบนด์และโลว์แบนด์ ซึ่ง 6G จะพัฒนาและนำมาใช้ในหลากหลายมิติ และจะเปลี่ยนคำว่า smart ในสังคมยุค 5G ไปสู่คำว่า well-being”
พร้อมโชว์แนวคิดในการนำเทคโนโลยี 6G ไปใช้ในการแพทย์ โดยใช้ส่งผ่านประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหวของคนไปยังหุ่นยนต์ผ่านเซ็นเซอร์ที่บันทึกข้อมูลความเคลื่อนไหวไปเก็บไว้แล้วแปลงไปเป็นข้อมูลเพื่อส่งต่อไปจากคนไปยังหุ่นยนต์ หรือที่ทำได้ล้ำกว่านั้นคือการส่งผ่านระหว่างคนสู่คนที่ส่งผ่าน และควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกำไลข้อมือ เช่น เมื่อคนยกแขน เซ็นเซอร์ก็จะบันทึกข้อมูลแล้วส่งคำสั่งไปยังหุ่นยนต์ให้ขยับตาม
หรือถ้าจากคนสู่คนก็ใส่กำไลข้อมือไว้ทั้งคู่ เมื่อคนหนึ่งเคลื่อนไหว ระบบจะบันทึกและส่งข้อมูลไปยังกำไลข้อมือของอีกคนสั่งให้ขยับตาม
“ยุค 6G จะต่างจาก 5G ตรงที่จะเป็นเรื่องการแชร์ทักษะ, การส่งต่อความรู้สึก และประสาทสัมผัสทั้งห้า เป็นต้น ยกตัวอย่างกรณีการส่งต่อทักษะ เราอาจบันทึกการเล่นของนักเปียโนชื่อดังเก็บไว้ส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้ สิ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็น อาจเป็นจริงได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อ 6G มาถึง”