คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : อำนาจ ประชาชาติ
เผลอแป๊บเดียว กำลังจะผ่านไปอีกปีหนึ่งแล้ว
หลังจากช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับมหันตภัย “โควิด-19” ต้องจมจ่อมอยู่กับการป้องกันการระบาดของไวรัสร้าย จนกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจมีอันต้องซบเซาตามลงไปด้วย
เมื่อการฉีดวัคซีนทำได้ทั่วถึงมากขึ้น เชื้อไวรัสก็ดูจะเบาฤทธิ์เดชลงไปบ้าง กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาสู่ปกติ
ปีนี้ จึงเป็นปีที่เริ่มฟื้นไข้ ธุรกิจต่าง ๆ เติบโตได้ดีขึ้น
ภาพรวมเศรษฐกิจก็ขยายตัวมากขึ้น
คนที่เคยตกที่นั่งลำบากในช่วงโควิด ก็กลับมามีรายได้ มีเงินชำระหนี้
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ด้านหนี้สิน ยังค่อนข้างน่าเป็นห่วง
โดย “คุณสุรพล โอภาสเสถียร” ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร บอกว่า ช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา มีคนที่ได้รับผลกระทบ หรือเป็นหนี้เสียประมาณ 3.2 ล้านคน
แต่จากการที่ภาครัฐจัดมหกรรมการแก้หนี้ พบว่า ยังมีคนลงทะเบียนแค่ประมาณ 11.5 แสนคน ซึ่งต้องมาคิดกันว่า จะทำอย่างไรให้คนเป็นล้าน เข้าไปสู่กระบวนการแก้ไขหนี้ได้
โดยเฉพาะลูกหนี้แบงก์รัฐ หรือบรรดาสถาบันการเงินเฉพาะกิจภาครัฐ ที่มีการ “กู้ฉุกเฉิน” ไปใช้ช่วงที่ขาดรายได้ ซึ่งมีถึง 5-6 ล้านคน จำนวนบัญชีเกือบ ๆ 15 ล้านบัญชี
ซึ่ง “คุณสุรพล” ประเมินว่า ลูกหนี้ส่วนนี้อาจจะกลายเป็นหนี้เสียได้ถึงครึ่งหนึ่ง หรือ 50%
ถามว่า กลุ่มไหนน่ากังวลที่สุด ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร บอกว่า “Gen Y” เป็นกลุ่มที่น่ากังวลที่สุด ก็คือ คนที่ปัจจุบันมีอายุตั้งแต่ 25 ปี ไปจนถึง 42 ปี หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง 2540
ก็คือ ผู้ที่อยู่ใน “วัยทำงาน” ในปัจจุบันนั่นเอง
โดยผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโรให้ข้อมูลอีกว่า หนี้ที่น่าห่วงที่สุด คือ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือพีโลน เพราะเป็นหนี้เสีย (NPL) ถึง 10% และเป็นหนี้ที่เริ่มค้างชำระแล้วอีกเกือบ ๆ 3% สรุปก็คือ เป็น “หนี้ที่มีปัญหา” ถึงราว 13%
ซึ่งหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หากมีปัญหามาก ๆ ก็อาจจะลามไปถึงสินเชื่ออื่น ๆ ทั้งสินเชื่อรถ และสินเชื่อบ้าน เพราะ “Gen Y” ก็เป็นหนี้สินเชื่อ 2 ประเภทนี้มากเช่นกัน
ทั้งนี้ ความกังวล ก็คือ หากปีหน้า เศรษฐกิจโลกเกิดภาวะถดถอย จนส่งผลกระทบมาถึงเศรษฐกิจไทย ทำให้การฟื้นตัวที่เชื่องช้าอยู่แล้ว ยิ่งช้าเข้าไปอีก
ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งยังคงได้รับผลกระทบด้านรายได้ และมีปัญหาชำระหนี้
เรียกได้ว่า ถึงจะผ่านพ้นช่วง “วิกฤต” กันมาได้แล้ว แต่หนทางข้างหน้ายังคง “วิบาก” อยู่ไม่เบาเลยทีเดียว
ทั้งหมดนี้ นับเป็นโจทย์ใหญ่ ที่ผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง ต้องทางแก้ไขกันต่อไปในปีหน้า