เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
Biz Movement พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
Real Estate รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
Real Estate สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
Business ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
Economic ‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
Economic พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
World สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
Economic เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
อดีตทูตรัศม์  ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
Politics อดีตทูตรัศม์ ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
Economic จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
ดูทั้งหมด

ธุรกิจรุกเจรจารัฐค่าไฟแพง ยื่นคำขาดตรึงค่า Ft-ขู่ขึ้นราคาสินค้า

14 ธ.ค. 2565 | 07:32น.
ค่าไฟ

ภาคเอกชนยื่นคำขาดขอรัฐตรึงค่าไฟฟ้ารอบ Ft งวด ม.ค.-เม.ย. 2566 ไว้ที่อัตราเดิมแจงทุกอุตสาหกรรมผลิต-บริการเดือดร้อนหนัก ต้นทุนสินค้าพุ่งพรวด ส.อ.ท.ขู่ปรับขึ้นราคาสินค้า5-12% ทั้งเหล็กเส้น-อะลูมิเนียม-สิ่งทอ-โรงน้ำแข็ง-บ่อเลี้ยงกุ้งอ่วม ลามไปถึงค่าชาร์จไฟรถอีวีในปีหน้า ห้างค้าส่ง “แม็คโคร” โอดค่าไฟทำต้นทุนพุ่งทุกสาขา ด้าน กกพ.ถกค่าไฟเครียดทุกวัน ขีดเส้นหาข้อสรุปภายใน 15 ธ.ค.นี้ ลุ้นเคาะค่าไฟหน่วยละ 5.37-6.03 บาท กกร.ยกทัพพบ “สุพัฒนพงษ์” หาทางออก

ความกังวลในการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในรอบอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือค่า Ft งวด 1/2566 (ม.ค.-เม.ย.) กำลังบานปลายอย่างหนัก เมื่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ส่งสัญญาณถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นค่า Ft จาก 2 เหตุผลหลัก

ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น กับการลดหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวนมากกว่า 120,000 ล้านบาท ที่เกิดจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ กฟผ.ยอมแบกรับภาระแทนผู้ใช้ไฟฟ้าไว้มาไม่ต่ำกว่า 4 รอบ Ft ซึ่งเกินกว่าความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าของ กฟผ.ไปแล้ว

โดยค่าไฟฟ้าในต้นปี 2566 มีแนวโน้มว่าจะต้องขึ้นไม่ต่ำกว่า 5 บาท/หน่วย จากปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ 4.72 บาท/หน่วย ส่งผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565 ได้ยื่นข้อเสนอขอให้ “ตรึงราคา” ค่าไฟฟ้าไว้ที่ 4.72 บาท/หน่วยต่อไป

เนื่องจากภาคเอกชนเองก็ไม่สามารถที่จะแบกรับค่าไฟฟ้าที่จะต้องปรับเพิ่มสูงขึ้นได้ โดยที่ไม่ส่งผ่านต้นทุนการผลิตที่เกิดจากค่าไฟฟ้าไปให้กับผู้ใช้สินค้าและบริการได้ และเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ทาง กกร.ได้เข้าพบ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อหารือเรื่องการตรึงค่าไฟฟ้าด้วย

15 ธ.ค.สรุปค่า Ft เก็บเท่าไหร่

ล่าสุด นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ขณะนี้ กกพ.ได้มีการประชุมพิจารณาเรื่องค่าไฟฟ้าทุกวัน จากที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดรับฟังความเห็นประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการพิจารณาปรับค่า Ft งวด 1/2566 แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปในหลายประเด็น

อย่างไรก็ตาม กกพ.จะต้องพิจารณาหาข้อสรุปเรื่องการปรับค่าไฟฟ้าให้ได้ภายในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ เพื่อให้การประกาศค่า Ft งวด 1/2566 บังคับใช้ได้ทันในวันที่ 1 ม.ค. 2566

“กกพ.ได้รับทราบแรงกดดันจากภาคเอกชนที่เสนอขอให้ตรึงค่าไฟฟ้า (4.72 บาท/หน่วย) ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า แต่ทาง กกพ.จะพิจารณาอย่างรอบด้านในทุกประเด็น โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า

ในขณะนี้ที่ประสบปัญหาราคาสูงขึ้นต่อเนื่องไปถึงปี 2566 และเราขาดแคลนก๊าซ ประกอบกับ กฟผ.เองก็แบกรับภาระต้นทุนผลิตไฟฟ้ามามาก จนตอนนี้ก็แบกไม่ไหวแล้วจึงต้องให้ทาง ปตท.เข้ามาช่วยพิจารณาจัดสรรวงเงิน 6,000 ล้านบาท (เดือนละ 1,500 ล้านบาท จากโรงแยกก๊าซมาเป็นส่วนลดค่าก๊าซธรรมชาติที่ขายให้กับ กฟผ.) เราได้ตระหนักดีอยู่แล้ว” นายคมกฤชกล่าว

ทั้งนี้ แนวทางที่ กกพ.เปิดรับฟังความเห็น 3 แนวทางในการขึ้นค่าไฟฟ้า ประกอบด้วย กรณีที่ 1 ค่า Ft เรียกเก็บประจำงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 จำนวน 224.98 สตางค์/หน่วย แบ่งเป็น Ft ขายปลีกประมาณการที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 จำนวน 158.31 สตางค์/หน่วย

และเงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ที่เกิดขึ้นจริงบางส่วน 66.67 สตางค์/หน่วย เพื่อให้ กฟผ.ได้รับเงินคืนครบภายใน 1 ปี โดย กฟผ.จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชน จำนวน 81,505 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.03 บาท/หน่วย

กรณีที่ 2 ค่า Ft เรียกเก็บประจำงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 จำนวน 191.64 สตางค์/หน่วย แบ่งเป็น ค่า Ft ขายปลีกประมาณการที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 จำนวน 158.31 สตางค์/หน่วย และเงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงบางส่วน 33.33 สตางค์/หน่วย เพื่อให้ กฟผ.ได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี

โดย กฟผ.จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 101,881 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.70 บาท/หน่วย และกรณีที่ 3 ค่า Ft เรียกเก็บประจำงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 จำนวน 158.31 สตางค์/หน่วย โดย กฟผ.จะต้องรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 122,257 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.37 บาท/หน่วย

ขู่ปรับราคาสินค้า

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้า (Ft) ที่แพงขึ้นว่า สาเหตุที่พลังงานไทยแพง เนื่องจากการปล่อยให้เอกชนถือสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า “มากกว่า” กฟผ. และยังคาดการณ์ดีมานด์การใช้ไฟฟ้าสูงเกินไป

ทาง ส.อ.ท.ได้เรียกร้องกับรัฐบาลถึง 7 ครั้ง ให้ทยอยการปรับขึ้นค่าไฟฟ้ารวมถึงชะลอขึ้นค่า Ft งวด ม.ค.-เม.ย. 2566 ออกไปก่อน การขอรับอนุญาตติดตั้งโซลาร์ในสถานประกอบการ และการปรับสูตรโครงสร้างก๊าซธรรมชาติ “แต่รัฐบาลเงียบและเพิกเฉยต่อข้อเสนอของเอกชนภาคอุตสาหกรรม”

และในการประชุม กกร.ในครั้งถัดไป ภาคเอกชนก็จะคงยืนยันข้อเสนอให้รัฐบาลชะลอการปรับขึ้นค่า Ft งวด ม.ค.-เม.ย. 2566 ออกไปก่อน เนื่องจากงวดก่อนนี้รัฐปรับขึ้นไปแล้ว ทำให้ค่าไฟพุ่งถึง 17% หากปรับค่า Ft ขึ้นอีกก็จะเป็นการปรับขึ้นครั้งรุนแรงมากถึง 2 ครั้งติดต่อกัน

มีผลทำให้ค่าไฟฟ้าของประเทศไทย “สูงกว่า” เวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญจน ส.อ.ท.เองกังวลว่า จะเกิดการ down sized ธุรกิจ และย้ายฐานการผลิตในปี 2566 เกิดขึ้นจากปัญหาค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นได้

“กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นก็คือ เซรามิก เยื่อกระดาษ รวมถึงอุตสาหกรรมแก้ว เมื่อต้นทุนขึ้น การตรึงราคาสินค้าที่ขึ้นอยู่กับการขึ้นราคาพลังงาน มันเป็นจิตวิทยา ถ้าเราชะลอไม่ปรับขึ้นมันก็จะกดราคาอยู่ทั้งหมด ถ้ารัฐไม่ชะลอ เราก็คงต้องปรับราคาสินค้ารอบนี้ขึ้นอีก 5-12%” นายเกรียงไกรกล่าว

ล่าสุด กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เห็นชอบให้โรงงานอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าโซลาร์ได้เกิน 1 เมกะวัตต์ (MW) โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตการตั้งโรงงาน หรือใบ รง.4 แล้ว ในส่วนนี้ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งในการบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้โรงงานสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ “ตลาดเสรีคือคำตอบที่ ส.อ.ท.อยากเห็น”

แม็คโครโอดไฟแพงทำต้นทุนพุ่ง

นางเสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโคร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน Opportunity Day (8 ธ.ค.) ว่า ค่าไฟฟ้าเป็นค่าใช้จ่ายอีกตัวหนึ่งที่เป็นอุปสรรคกับผู้ประกอบการมาก ซึ่งที่ผ่านมาค่าไฟฟ้าก็ทยอยปรับขึ้นมาแบบยั้งไม่อยู่ เนื่องจากบริษัทโอเปอเรตจำนวนสาขาของทั้งแม็คโคร และโลตัส รวมกันทั้งสิ้นเกือบ 3,000 สาขา

เพราะฉะนั้น ค่าไฟฟ้าจึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าใช้จ่ายบริษัทเพิ่มขึ้น ซึ่งตั้งแต่ไตรมาส 3/2565 เดือนกันยายนเป็นต้นมา ปรากฏค่าไฟฟ้าก็ยังเป็นอุปสรรคใหญ่ที่บริษัทจะต้องพยายามหาทางที่จะลด ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาบริษัทจะได้มีเรื่องการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาสาขาไปแล้วจำนวนหนึ่งก็ตาม

อะลูมิเนียมต้นทุนเพิ่ม 8,000 ล้าน

นายธีรพันธุ์ พิมพ์ทอง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าที่กำลังทยอยปรับขึ้นเรื่อย ๆ กระทบกับผู้ผลิตอะลูมิเนียมอย่างมาก เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนหลักของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งจะมีการใช้ทั้งไฟฟ้าเเละก๊าซโดยรวมทั้ง 2 ประเภท 40-50% ของต้นทุนทั้งหมด

ในกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมมีการใช้ไฟฟ้าร่วมกันประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่รวมกับอุตสาหกรรมหล่อชิ้นส่วนอะลูมิเนียมอีก 4,000 ล้านบาท หรือโดยรวมจะมีการใช้ไฟฟ้ารวม 10,000 ล้านบาท ในกรณีที่ค่าไฟฟ้าในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 บาท/หน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 ล้านบาท โดยประมาณ

ซึ่งถ้ารวมกับอุตสาหกรรมหล่อชิ้นส่วนอะลูมิเนียมด้วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มเป็น 13,000 ล้านบาท โดยประมาณ นั่นหมายถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าในการผลิตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30%

“แนวทางการบริหารรับมือเรื่องต้นทุนค่าไฟระยะสั้นยังต้องขอให้ภาครัฐช่วยตรึงราคาค่าไฟฟ้าอย่างต่ำ 6 เดือน เพื่อให้ภาคเอกชนได้ปรับตัว ซึ่งถ้าเทียบกับเวียดนาม ทางภาครัฐสามารถคุมราคาค่าไฟฟ้าได้ที่ 2.8 บาท/หน่วย ซึ่งตรงนี้จะกระทบกับความสามารถในการเเข่งขันของผู้ผลิตภายในประเทศเป็นอย่างมาก และคาดว่าคงต้องมีการปรับราคาสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนหลัก

ส่วนในระยะยาวรัฐบาลควรหามาตรการที่เหมาะสม เช่น แหล่งก๊าซราคาถูก เพื่อลดต้นทุนในการผลิตกระเเสไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบเป็นวงกว้าง ภาครัฐควรสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โดยรับซื้อพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินกลับ (net metering) จากภาคอุตสาหกรรมในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งลงทุนพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์

เหล็กเส้นกระทบหนักสุด

ด้านนายนาวา จันทนสุรคน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สหวิริยาสตีล อินดัสทรี (SSI) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. กล่าวว่า กลุ่มเหล็กสนับสนุนท่าทีของประธาน ส.อ.ท. ในการขอให้รัฐพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าไว้ก่อน เพราะอุตสาหกรรมเหล็กจัดเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง มีสัดส่วนคิดเป็นต้นทุนอันดับ 2 รองจากต้นทุนวัตถุดิบเหล็ก

ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากต้นทุนเหล็กปรับสูงขึ้นไปแล้วรอบหนึ่ง เคยปรับขึ้นราคาไปแล้ว 2 เท่า หากมีการปรับค่าไฟฟ้ารอบนี้ก็จะกระทบต่อต้นทุนเหล็กอีก

“การปรับขึ้นราคาเหล็กมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทเหล็กและการใช้พลังงานของแต่ละโรงงาน ยกตัวอย่าง เช่น เหล็กเส้นทรงยาว จะได้รับผลกระทบสูงสุดเพราะต้องใช้ไฟฟ้าในการหลอมเศษเหล็กวัตถุดิบมาผลิตเป็นเหล็กเส้นก็อาจจะต้องมีการปรับขึ้นราคา ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้าง และประเทศไทยมีการใช้เหล็กชนิดนี้คิดเป็น 40% ของความต้องการใช้เหล็กทั้งประเทศ แต่ก็มีบางโรงงานที่ใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติในการให้ความร้อนมากกว่าไฟฟ้าก็อาจจะกระทบน้อยกว่า”

สิ่งทอขึ้น 10% หวั่นกำลังซื้อหด

นายอัมรินทร์ ศรีสุภาพพาณิชย์ ประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับค่าไฟฟ้าผ่านทางค่า Ft รอบใหม่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะ “โรงงานปั่นด้าย” จะได้รับผลกระทบสูงสุด

โดยปัจจุบันต้นทุนการผลิตปรับขึ้นประมาณ 20% หากมีการปรับค่าไฟฟ้าคาดว่าจะต้องปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปลายทางขึ้นอีกอย่างน้อย 5-10% ในปี 2566 ทั้งนี้ ต้นทุนค่าไฟฟ้าไม่เพียงกระทบต่อราคาสินค้า แต่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถแข่งขันของไทยด้วย

เพราะเทียบปัจจุบันต้นทุนค่าไฟฟ้าของไทย “แพงกว่า” เวียดนามที่ 2 บาทกว่าต่อหน่วย ด้านโรงงานผู้ผลิตเองยังมีอุปสรรคหลายด้าน เช่น ค่าบาทก็หายไป 10% จากการสะวิงค่าเงินที่ 37-38 มาเป็น 34-35 บาท และรายใดที่มีปัญหาเรื่องหนี้สินก็ยังได้รับผลกระทบจากเรื่องดอกเบี้ยอีก ซึ่งปัจจัยดอกเบี้ยอีกด้านก็จะกระทบต่อกำลังซื้อด้วย เพราะต่อให้ขึ้นค่าแรง แต่ก็ไม่ใช่การปรับฐานทั้งหมด หากโรงงานค่าแรงสูงกว่าก็ไม่ปรับ จะเป็นการปรับขึ้นกันตามสัดส่วน

“ตอนนี้คนที่อยู่เส้นทางตรงกลางต้องคอยดูดซับ ขายได้ก็ขายไปก่อน แต่ช้าเร็วยังไงต้องขึ้นราคา เพราะค่าไฟมาขนาดนี้แล้ว อย่างไรก็ต้องขึ้น แต่จะขึ้นช้า ๆ สมมุติต้นทุนไป 20% สินค้าอุปโภคบริโภคไปได้เต็มที่ก็ 5% เพราะคนไทย sensitive กับราคา หรือไม่ก็เปลี่ยนโมเดล ผ้าก็บางลงหน่อย แต่ว่าเราก็พยายามจะให้มันไปได้ แต่ถ้าคนขายสินค้าคุณภาพเพราะเขาฟิกซ์มาตรฐานอย่างนี้ไว้ หากไม่ขึ้นราคาก็ไม่ได้ ขนาดบางยี่ห้อก็จะปรับราคาหลังจากลอตเก่าหมด ก็เริ่มปรับในลอตใหม่ไปแล้ว” นายอัมรินทร์กล่าว

โรงน้ำแข็งอ่วมต้องขึ้นค่าน้ำแข็ง

โรงงานน้ำแข็งเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอย่างหนัก จากการสอบถามเจ้าของโรงงานน้ำแข็งในจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในปี 2565 มีการปรับขึ้นค่า Ft ไปแล้วถึง 3 รอบ (รอบละ 4 เดือน) โดยรอบแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ค่า Ft อยู่ที่ 0.0139 สตางค์/หน่วย ทางโรงงานเสียค่า Ft อยู่ที่ 1,270 บาท/เดือน พอมาถึงเดือนกรกฎาคมค่า Ft เพิ่มขึ้นมา 0.2477 สตางค์/หน่วย ทางโรงงานเสียค่า Ft อยู่ที่ 35,000 บาท/เดือน

ล่าสุดค่า Ft ปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งตั้งแต่เดือนกันยายนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 0.93 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้โรงงานเสียค่า Ft สูงถึงเดือนละกว่า 100,000-120,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 200% ถือเป็นต้นทุนที่หนักหนาสาหัสมากของโรงงานผลิตน้ำแข็ง เพราะต้นทุนค่าไฟฟ้าคิดเป็น 80% ของการผลิตน้ำแข็ง

“ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 40% ทางโรงน้ำแข็งได้ปรับราคาขายน้ำแข็งมาแล้ว 3 ครั้ง โดยราคาน้ำแข็งหน้าโรงงานปัจจุบันอยู่ที่ 21-22 บาทต่อถุง (น้ำหนัก 22 กิโลกรัมต่อถุง) หรือตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 1 บาท ล่าสุด กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานน้ำแข็งได้หารือในสมาคมโรงงานน้ำแข็ง

คาดว่าจะต้องมีการปรับราคาน้ำแข็งเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2566 เป็น 2-3 บาท/กิโลกรัม ด้วยต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และเพื่อให้สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ อยากเรียกร้องให้รัฐบาลได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยลดค่า Ft ลงมากกว่านี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้” เจ้าของโรงงานน้ำแข็งที่เชียงใหม่กล่าว

ห้องเย็นขอค่า Ft เท่าเดิม

นายณัฐภูมิ เปาวรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจคลังสินค้าไซโลและห้องเย็น กล่าวว่า ที่ผ่านมาสมาชิกรายกลางและรายเล็กได้มีการหารือเข้ามายังสมาคมเกี่ยวกับผลกระทบที่ได้รับจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะค่า Ft พร้อมกับแสดงความต้องการให้รัฐบาลคงอัตราค่า Ft เท่ากับปี 2565

โดยเฉพาะกิจการที่เป็นคลัสเตอร์ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ มีช่องทางที่จะขอรับการส่งเสริมเพิ่มเติมอะไรได้บ้าง เช่น กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจประมง การบริโภคภายในประเทศ เป็นต้น ซึ่งสมาคมจะได้ยื่นข้อเสนอไปยังรัฐบาลผ่านทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

“ผู้ประกอบการธุรกิจห้องเย็นได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก โดยต้นทุนค่าไฟของธุรกิจห้องเย็นอยู่ประมาณ 3-4% ของต้นทุนทั้งหมด ตอนนี้ต้องพยายามลดต้นทุน หาทางใช้ไฟอย่างประหยัด ต้องหันไปใช้พลังงานทางเลือก

เพราะการผลักภาระด้วยการปรับราคาค่าบริการให้กับลูกค้าตอนนี้เป็นเรื่องยาก สมาคมเข้าใจสมาชิกรายกลาง-รายเล็กที่ได้รับผลกระทบ ประหยัดต้นทุนได้น้อย เพราะการลงทุน เช่น โซลาร์รูฟ 1 MW จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท อาจจะลงทุนได้ไม่ครบ” นายณัฐภูมิกล่าว

ผู้เลี้ยงกุ้งแห่ติดโซลาร์

ด้านนายสมชาย ฤกษ์โภคี นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งไทย กล่าวว่า การปรับเพิ่มค่า Ft มีผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแน่นอน เพราะต้องใช้ไฟมาปั่นมอเตอร์ไฟฟ้าในการผลิตออกซิเจนในบ่อกุ้ง ปกติกุ้ง 1 กิโลกรัม แบ่งเป็น ต้นทุนค่าไฟประมาณ 10-12 บาท ขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) แจ้งว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 ราคาค่า Ft จะปรับขึ้นอีก

คาดว่าค่า Ft จะทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นไป 18-20 บาท นอกจากนี้ในห่วงโซ่การผลิต ผู้เลี้ยงจะได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย จะทำให้ภาพรวมต้นทุนการผลิตสูงขึ้นมาก “กำไรจะหดลง” แต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้ตามต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะราคากุ้งขึ้นกับกลไกตลาด ดังนั้นผู้เลี้ยงต้องพยายามบริหารต้นทุนอย่างละเอียด ต้องเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ เข้ามาช่วยลดต้นทุน

“ที่ผ่านมาทางสมาคมได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐบาล แต่ถามว่าจะได้รับการช่วยเหลืออะไรหรือไม่ เป็นเรื่องยาก เราไม่ได้คาดหวังอะไร เราต้องมาบริหารจัดการต้นทุนของเราเอง เช่น การสร้างวินัยในการใช้ไฟให้พนักงาน นอกจากนี้กำลังศึกษากันว่า ถ้าค่า Ft ปรับขึ้นไประดับ 600-700% การปรับมาใช้พลังงานทางเลือกจะเร็วขึ้น

ตอนนี้หลายฟาร์มเริ่มใช้โซลาร์เซลล์กันแล้ว ที่ฟาร์มของผมจะเริ่มใช้ปีหน้า ทำระบบใหญ่ เดิมเราคำนวณค่าใช้จ่ายการลงทุนต่อยูนิต 3 ล้านกว่าบาท กว่าจะคุ้มทุนใช้เวลา 7-8 ปี แต่ถ้าค่า Ft ปรับขึ้นระดับนี้ ผมเชื่อว่าความคุ้มค่าในการลงทุนจะถอยลงมาเหลือ 5 ปีเท่านั้น” นายสมชายกล่าว

สอดคล้องกับชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี โดยนายพิชญพันธุ์ สลิลปราโมทย์ ประธานชมรม ก็ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เรื่องความเดือดร้อนจากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการปรับขึ้นค่า Ft มาตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีผลทำให้ต้นทุนการผลิตกุ้งต่อกิโลกรัมขึ้นไปประมาณ 50% พร้อมกับขอให้ กฟภ. “ลดทอนค่า Ft ลงบ้าง” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้ง

ใช้อีวีจ่ายค่าชาร์จไฟแพงแน่

นอกจากกลุ่มผู้ผลิตที่ประสบปัญหาต้นทุนสูงขึ้นจากอัตราค่าไฟที่แพงขึ้น ส่งผลให้กำลังต่อหน่วยลดลง ล่าสุดผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ยังมีความเสี่ยงต้องจ่ายค่าชาร์จแบตเตอรี่รถอีวีสูงตามไปด้วย จากการสอบถามผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า อาทิ MG i-SMART, GWM, EA Anywhere, Greenlot ของค่ายเชลล์, MEA EV ของการไฟฟ้านครหลวง, PEA Volta ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ PTT EV Station ของกลุ่ม ปตท.

ส่วนใหญ่มองไปในทิศทางเดียวกันว่า หากอัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วยรอบใหม่เพิ่มขึ้น ผู้ให้บริการก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับค่าบริการให้สอดรับกับต้นทุน ซึ่งปกติค่าบริการชาร์จไฟปัจจุบันจะอยู่ที่ 7-11 บาท/หน่วย แล้วแต่พื้นที่และช่วงเวลาการใช้งาน

ด้านร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การปรับค่าไฟฟ้าที่อาจจะส่งผลต่อราคาสินค้านั้น กรมติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังคงขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าในการตรึงราคาสินค้าไว้ก่อน การพิจารณาอนุญาตให้ปรับราคาสินค้าจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป แต่จะไม่ได้มีการอนุญาตให้โดยอัตโนมัติ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กกพ. ค่าไฟแพง ราคาสินค้า