ดูดี แต่อย่ามั่นใจ
คอลัมน์ จับช่องลงทุน
โดย สรพล วีระเมธีกุล บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
ในช่วงวันที่ 2-6 ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงเฉลี่ยสูงกว่า 5% นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ เป็นผลจาก 1) การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ โดยเฉพาะตลาดแรงงานที่ขยายตัวโดดเด่นต่อเนื่อง (อัตราการว่างงานทำจุดต่ำสุดในรอบ 17 ปี) ส่งผลให้ค่าแรงปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 8 ปี รวมถึงตัวเลขสำคัญอย่างอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ และ PMI ปรับขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน
จากภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวได้ดี คาดจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในช่วงถัดไป ซึ่งปัจจัยนี้จะสร้างความกังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐในปี 2561 และ 2) กระทรวงการคลังสหรัฐออกมาระบุ เตรียมออกพันธบัตรวงเงินสูงกว่า 1.0 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมากว่า 85% สร้างความกังวลต่อตลาดพันธบัตรอย่างมาก โดยส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นในอัตราเร่งสู่ระดับ 2.85% (เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา) ถือเป็นปัจจัยหลักกดดันการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก MKET ประเมินว่า นักลงทุนทั่วโลกจะเริ่มปรับพอร์ตการลงทุนใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เข้ากับสภาวะภายใต้สมมุติฐานอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เร่งตัวและอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสถูกปรับมากกว่าตลาดคาด
ตลาดหุ้นไทย (SET) ได้ปรับตัวลงเช่นเดียวกัน แต่ถือว่าน้อยกว่าตลาดภูมิภาค คาดมาจากสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติที่ถือครองสถานะในหุ้นไทยอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างน้อย (SET ถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนสถาบัน) รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอยู่ในระดับที่เกินดุลค่อนข้างมาก กล่าวคือ หาก dollar index กลับตัวเป็นขาขึ้นอีกครั้ง เราเชื่อว่าเงินบาทจะอ่อนค่าช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ส่งผลให้เรามองว่านักลงทุนต่างชาติอาจมีบทบาทต่อการขายหุ้นไทยไม่รุนแรงเหมือนในอดีต
สำหรับกลยุทธ์ปี 2018 สิ่งสำคัญคือ “การรักษาเงินต้น” และถือเงินสดไม่ต่ำกว่า 20% MKET มองว่าตลาดหุ้นในปีนี้จะเริ่มกลับมาผันผวนอีกครั้ง จาก 1) เป็นช่วงการเปลี่ยนประธาน FED จาก Janet Yellen เป็น Jerome Powell ซึ่งต้องยอมรับว่ายังไม่มีใครสามารถคาดเดานโยบายการเงิน, เป้าอัตราเงินเฟ้อ และการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ได้ และ 2) ภายใต้การบริหารประเทศของ Donald Trump ในปีนี้ ภายหลังสภาสูงผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษี ส่งผลให้ต้องมีการระดมทุนสูงกว่า 1.0 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ สร้างความกังวลต่อหนี้สินต่อ GDP ของสหรัฐ ส่งผลให้เกิดความกังวลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรอย่างมาก และคาดส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเตรียมแผนพิจารณาเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ (rebalancing of world asset) ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อการลงทุนในตลาดหุ้น
จากสถิติ 17 ปีที่ผ่านมา (ดูรูปประกอบ) พบว่า SET จะเหวี่ยงอยู่ระหว่างจุดสูงสุดและต่ำสุดในแต่ละปีมากกว่า 30% แต่ปีที่ผ่านมาถือว่าผิดปกติ กล่าวคือ SET ปรับตัว sideway ในช่วงครึ่งปีแรกก่อนปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยในช่วงครึ่งปีหลังและหากนับจากจุดต่ำสุด-สูงสุด พบว่า SET แกว่งเพียง 12% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่มาก MKET มองว่าปีนี้ SET จะเริ่มกลับมาแกว่งอีกครั้งหนึ่งจากเหตุผลที่กล่าวข้างต้น จึงเป็นที่มาของคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ “ปี 2018 SET ดูดี…แต่อย่ามั่นใจ” และควรรักษาเงินต้น พร้อมทั้งถือเงินสดไม่ต่ำกว่า 20% เพื่อรอซื้อเพิ่มในจังหวะที่เหมาะสม
มุมมองกลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง อาจเป็นจังหวะในการเล่นเก็งกำไร โดยประเมินแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 1760 จุด +/- เทียบเคียง Forward PER ที่ 16 เท่า แนะทยอยสะสม PRM, CK, BGRIM และ MACO ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำ “กลยุทธ์รักษาเงินต้น” และมองว่าอาจไม่จำเป็นต้องรีบเข้าซื้อหุ้น เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงปรับพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ (พันธบัตร, หุ้น, ทองคำ, น้ำมัน และ dollar)
ทาง MKET แนะให้นักลงทุนรอดูผลของการประชุมระหว่าง ส.ส.และ ส.ว.สหรัฐ ในประเด็นการขยายเพดานหนี้ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ซึ่งจะเป็นวันครบกำหนดการขยายเวลา U.S. Government Shutdown โดย ส.ส.และ ส.ว.ของสหรัฐจะต้องเร่งหารือเพื่อหาทางออกในการร่างงบประมาณชั่วคราว และการขยายเพดานหนี้สหรัฐเพื่อที่จะให้ทางหน่วยงานกลางสามารถชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่าง ๆ ได้