ดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดกังวลตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (12/2) ที่ 31.63/65 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/2) 31.72/74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยเมื่อวัันศุกร์ที่ผ่านมา (9/2) สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว ด้วยคะแนนเสียง 240-186 หลังจากที่มีการชัตดาวน์เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ซึ่งการชัตดาวน์นี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ของรัฐบาลชุดนี้ หลังจากที่เกิดการชัตดาวน์เป็นเวลา 3 วันในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณในการบริหารประเทศไปจนถึงวันที่ 23 มีนาคมนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการเปิดเผยงบประมาณรายจ่ายงบประมาณประจำปี 2562 ต่อสภาคองเกรส โดยจะมีการใช้งบประมาณทั้งหมด 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหมที่ 7.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ, ค่าใช้จ่ายด้านโครงการสาธารณูปโภคมีการจัดสรรงบประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และสำหรับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและการตรวจคนเข้าเมือง มีการจัดสรรงบประมาณมากกว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหลังจากมีการเปิดเผยรายละเอียดงบประมาณดังกล่าว นักวิเคราะห์หลายรายต่างมีความกังวลว่า ถ้าหากแผนงบประมาณนี้ไม่ประสบความสำเร็จ งบประมาณระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐ อาจจะขาดดุลมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐในวันพุธ (14/2) กระทรวงการคลังสหรัฐ เปิดเผยว่ารัฐบาลสหรัฐมียอดเกินดุลงบประมาณ 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2561 ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากระดับ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคมปีที่แล้ว ทั้งนี้ส่วนในปีงบประมาณ 2560 ตลอดทั้งปีนั้น รัฐบาลสหรัฐขาดดุลงบประมาณทั้งสิ้น 1.76 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2559 ที่ระดับ 1.59 แสนล้านดอลลาร์ ในวันพฤหัสบดี (15/2) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พุ่งขึ้น 0.5% ในเดือนมกราคม เมื่อเทียบรายเดือน โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 0.3% การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนี CPI ได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวของราคาอาหาร น้ำมันเบนซิน ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายด้านการรักษาสุขภาพ หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3 ในเดือนมกราคม เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมในปีที่ผ่านมา และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 0.2% ถึงแม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดี แต่ทางสหรัฐได้มีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสแรก สู่ระดับ 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ที่ระดับ 3.0% หลังการเปิดเผยยอดค้าปลีกที่ซบเซา โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกร่วงลง 0.3% ในเดือน ม.ค. โดยเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้ว สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% หลังจากทรงตัวในเดือน ธ.ค. ยอดค้าปลีกที่ปรับตัวลงในเดือน ม.ค. ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง และยอดขายรถยนต์ในส่วนของยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร ทรงตัวในเดือน ม.ค. หลังจากลดลง 0.2% ในเดือน ธ.ค. ในวันศุกร์ (16/2) มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ตรงกับระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.4% ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการครั้งแรกเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 230,000 ตำแหน่ง มากกว่าที่นักวิเคราะห์ คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ในส่วนของผลผลิตอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง 0.1% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ 0.2%
ปัจจัยภายในประเทศ วันพุธ (14/2) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี โดยระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.20-31.66 บาท/ดอลลาร์ และเปิดตลาดวันศุกร์ (16/2) ที่ระดับ 31.25/27 บาท/ดอลลาร์
สำหรับการเคลื่อนไหวสกุลเงินยูโรในสัปดาห์นี้ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (12/2) ที่ระดับ 1.2273/77 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/2) ที่ระดับ 1.2265/56 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (9/2) สำนักงานสถิติของฝรั่งเศส เปิดเผยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนธันวาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.6% ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่ในวันพุธ (12/2) สำนักงานสถิติเยอรมนี (Destalis) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2560 ขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง สำหรับ GDP เยอรมนีตลอดทั้งปี 2560 นั้น ขยายตัว 2.2% โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ดี GDP ในไตรมาส 4 นั้น ขยายตัวน้อยกว่าในไตรมาส 3 ซึ่งขยายตัว 0.7% ในวันพฤหัสบดี (18/2) สถาบัน Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดย Ifo ได้เปิดเผยรายงานการสำรวจเศรษฐกิจโลก “World Economic Survey” ซึ่งระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 17.1 ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 สู่ระดับ 28.0 ในไตรมาสแรกของปี 2561 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2550 โดยระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.2241-1.2555 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.2542/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนสัปดาห์นี้ ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (12/2) ที่ระดับ 108.66/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/2) ที่ระดับ 109.03/04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจให้นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อีกหนึ่งสมัย หลังจากที่ได้สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนเมษายน ทั้งนี้ นายคุโรดะ วัย 73 ปี ได้เริ่มเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ BOJ ในเดือนมีนาคม ปี 2556 ขณะที่มีการคาดการณ์กันว่า นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ จะได้รับการต่ออายุการดำรงตำแหน่งอีกหนึ่งสมัยเป็นเวลา 5 ปี โดยการต่ออายุการดำรงตำแหน่งของคุโรดะ เป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมีความต้องการที่จะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป อีกทั้งเช้าวันนี้ (19/2) ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผย ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนมกราคมปรับตัวขึ้น 2.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ถึงแม้ว่าดัชนี PPI ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13 แต่ตัวเลขเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอ ขณะที่ BOI ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนนโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงรุก ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2560 ขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคเอกชนที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งภายในประเทศ ในระหว่างสัปดาห์เจ้าหน้าที่ BOJ ระบุว่า ตลาดการเงินยังคงเผชิญกับความผันผวน โดยในสัปดาห์นี้ ราคาหุ้น น้ำมันดิบ และราคาสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่น ๆ ต่างก็ปรับตัวลดลง ขณะที่เงินเยนแข็งค่าขึ้่น ซึ่งทาง BOJ จะจับตาดูความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ขณะที่นายทาโร่ อาโสะ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังญี่ปุ่นชี้แจงว่า การแข็งค่าของค่าเงินเยนนั้นยังไม่ส่งผลกระทบด้านลบ และรัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนั้นแข็งแกร่งเพียงพอต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของค่าเงินเยน โดยตลอดสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 105.55-108.94 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 105.70/72 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ