คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งใหญ่ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังค่อย ๆ ฟื้นตัวจากโควิด-19 แต่ก็มีผู้ประกอบการธุรกิจจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่สามารถฟื้นกลับมาได้
ขณะที่ภาพของเศรษฐกิจไทยตกอยู่ใน “กำมือ” ของต่างชาติเด่นชัดมากขึ้น
นอกจากเศรษฐกิจไทยจะพึ่งพา “การส่งออก” คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60-70% ของจีดีพีมานานหลายสิบปี ซึ่งหมายถึงต้องอาศัยกำลังซื้อจากต่างประเทศ ถ้าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีปัญหา ภาคธุรกิจส่งออกของไทยก็โดนผลกระทบไปด้วย
“ท่องเที่ยว” เป็นอีกเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่ก่อนโควิด รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยมีสัดส่วนถึง 20% ของจีดีพี ทั้งนักท่องเที่ยวจีนและยุโรปที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในเมืองไทย
ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยก็รอความหวังจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังเข้ามาหลังเปิดประเทศ ทั้งอินเดีย ยุโรป และเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว เวียดนาม
และคลื่นนักท่องเที่ยวจีนที่กำลังกลับเข้ามาในปีนี้
ฟากตลาดอสังหาฯไทย ที่วันนี้ก็กลับมาพุ่งเป้าเจาะกำลังซื้อจากต่างชาติมากขึ้นเช่นกัน
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจอยู่ในกำมือต่างชาติ
ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายของต่างชาติโดยเฉพาะคนจีน ที่เข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมทั้งเพื่ออยู่อาศัยและการลงทุน
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยของ “เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส” หรือ AREA ระบุว่าสำรวจข้อมูลปี 2565 ตลาดคอนโดฯในกรุงเทพฯ เป็นยอดซื้อจากลูกค้าต่างชาติราว 4,203 หน่วย มูลค่าประมาณ 20,364 ล้านบาท ซึ่งเป็นลูกค้าจีนหรือราว 46%
และคาดการณ์ว่าปี 2566 ยอดซื้อที่อยู่อาศัย (บ้านและคอนโดมิเนียม) ของลูกค้าต่างชาติรวมกันทั่วประเทศประมาณ 13,200 หน่วย และแน่นอนว่าเกือบครึ่งเป็นลูกค้าจีน
ด้านผู้ประกอบการอสังหาฯรายใหญ่ ทั้งแสนสิริ อนันดาฯ ก็สะท้อนว่าตอนนี้ลูกค้า CLMV กำลังมาแรง โดยเฉพาะ “เศรษฐีเมียนมา”
และที่เป็นกระแสขณะนี้ก็คือกลุ่มทุนจีน ที่เรียกว่ามาทุกระดับ ทั้งการลงทุนขนาดใหญ่อย่างยักษ์อีวี “BYD” ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เข้ามาตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่นิคม WHA
พร้อมกับปรากฏการณ์ของทุนจีน ที่พาเหรดเข้ามาลงทุนในธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพฯและเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ
ที่มากันทั้งแบบถูกกฎหมาย และแบบนอมินี
ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร รีสอร์ต บริการขนส่งต่าง ๆ เพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยวจีนแบบครบวงจร
จนเกิดภาพของไชน่าทาวน์ มณฑลห้วยขวาง รัชดา ในกรุงเทพฯ
หรือที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็มีชุมชนคนจีนเกิดขึ้นจนกลายเป็น “บ้านหลังที่ 2” ของคนจีน
“ประชาชาติธุรกิจ” ลงสำรวจพื้นที่พบว่าทั้งที่อำเภอหางดง อำเภอสันกำแพง และอำเภอสันทราย มีโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่สร้างขึ้นเพื่อขายลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะกระจายอยู่ทั่ว
เพื่อรองรับดีมานด์คนจีนกำลังซื้อสูงที่ส่งบุตรหลานมาศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งระดับมัธยม และมหาวิทยาลัย รวมถึงคนจีนกลุ่มลองสเตย์ และคนจีนวัยเกษียณที่มีแนวโน้มมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่มากขึ้น
นี่ยังไม่ได้พูดถึงแรงงานในประเทศไทย ที่ปัจจุบันธุรกิจจำนวนมากก็ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นกำลังหลัก
แล้วอย่างนี้จะไม่เรียกว่าเศรษฐกิจไทยในกำมือของต่างชาติได้ยังไง
แน่นอนเราคงไม่ได้ปฏิเสธเงินทุนหรือกำลังซื้อต่างชาติ แต่สิ่งสำคัญคือประเทศไทยมีแผนจัดระเบียบกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีที่ยืน และเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน