Skip to content

เลือกตั้ง 2566 จุดเปลี่ยนชีวิต 7 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

17 เม.ย. 2566 | 14:51น.
เลือกตั้ง 2566 จุดเปลี่ยนชีวิต 7 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ศึกเลือกตั้ง 2566 นอกจากจะเป็นจุดเปลี่ยนการเมือง หากการเมืองพลิกขั้วจากหน้ามือเป็นหลังมือ พรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือขั้วเดิมแต่นายกฯ คนใหม่

อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตทางการเมืองของว่าที่แคนดิเดตนายกฯ 7 คน ที่อาจพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเช่นกัน

คนแรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แคนดิเดตนายกฯ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ 9 ปีที่แล้ว เขาลงมือเปลี่ยนเส้นทางชีวิตตัวเองด้วยการลงมือเข้าควบคุมอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 วันนั้นเขาสถาปนาตนเองจากผู้บัญชาการทหารบก มาเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันนำมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29

ทว่าผลการเลือกตั้ง 2566 จะลิขิตชีวิตของ พล.อ.ประยุทธ์อีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากพรรครวมไทยสร้างชาติได้ ส.ส.ไม่ถึง 25 คน ที่จะมีสิทธิเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในขั้นตอนการโหวตของที่ประชุมรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ก็เหลือทางเลือก 3 ทาง

หนึ่ง ต้องภาวนาให้เกิด Dead lock ทางการเมือง ไม่มีฝ่ายใดรวบรวมเสียงแล้วจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เพื่อให้ตนเองอยู่ในตำแหน่งนายกฯ รักษาการต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

สอง ต้องรอให้เลือกนายกฯ ในบัญชีพรรคการเมืองไม่ได้ จนต้องปลดล็อกขอนายกฯ คนนอก

สาม ยุติบทบาททางการเมือง ถึงเวลาพักผ่อน

นี่คือ 3 ทางเลือกของ พล.อ.ประยุทธ์ หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นใจ และอาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ชีวิตของเขาอีกครั้ง

ดังนั้น เป็นไฟต์บังคับว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ จะต้องได้ ส.ส.เกิน 25 เสียงขึ้นไป เพื่อเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในสภาให้ได้ แต่ถ้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้ ส.ส.ต่ำกว่าพรรคพลังประชารัฐ อาจจะต้องหลบทางให้ “บิ๊กบราเธอร์” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

คนที่สอง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ที่ชูสโลแกน “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” พรรคพลังประชารัฐ ทุกหมู่เหล่าเชื่อเสมอว่า ไม่มีทางเป็นฝ่ายค้าน ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอน แต่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ หรือร่วมรัฐบาลกับฝ่ายไหน..อยู่ที่ผลการเลือกตั้ง

ดังนั้น จุดเปลี่ยนของ พล.อ.ประวิตร อาจกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หลังจากเป็น รมว.กลาโหม มาแล้ว 2 ยุค คือรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงรองนายกรัฐมนตรี

“ผมแก่แล้วก็จริง แต่ผมใช้ความเร็ว ความช้า ความหนักแน่น และความเป็นคนตัวเบา นั่นคือผมเดินช้า แต่ผมคิดเร็ว และสั่งการทำงานเร็ว ซึ่งผมเป็นคนหนักแน่น ส่วนตัวเบานั้นไม่ใช่น้ำหนัก แต่คือผมไม่มีครอบครัว ผมไม่ต้องการหาอะไรเข้าตัวแล้ว ผมสามารถทำงานให้กับประชาชนได้” พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ยืนยันความแข็งแรง ในรายการกรรมกรข่าว ของ “สรยุทธ สุทัศนจินดา”

คนที่สาม แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย นามสกุล พะยี่ห้อ “ชินวัตร” ซึ่งเป็นเครื่องการันตี แบรนดิ้งการเมืองอันแข็งแกร่งและทรงพลัง คราวนี้ลูกสาวคนสุดท้องของ “ทักษิณ ชินวัตร” กระโจนเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยตนเอง

แว้บแรกหลังจากการเปิดตัวเข้าสู่การเมืองที่ จ.ขอนแก่น เมื่อตุลาคม 2564 เธอยังเขิน ๆ ยังตื่นเต้นกับเวที และสปอตไลต์การเมือง แต่นานวันเข้า “แพทองธาร” ตอบคำถามการเมืองได้อย่างฉะฉาน ขึ้นเหนือ-ล่องใต้ ไปอีสาน ยันตะวันตก บุกทุกเวทีปราศรัย พร้อมกับทีมทำงาน-กองหนุน ที่เคยทำงานให้ “ทักษิณ” ตั้งแต่ยุคพรรคไทยสร้างไทย คอยซัพพอร์ตอยู่ข้างหลัง

นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า “แพทองธาร” มี passion ทางการเมืองเต็มเปี่ยม ถ้าหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ อาจเห็น “แพทองธาร” เป็นนายกฯ หญิงคนที่ 2 ต่อจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ผู้เป็นอา ขึ้นอยู่กับเธอจะตัดสินใจ

คนที่สี่ เศรษฐา ทวีสิน ที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่ปรึกษาคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย จากนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้าน ซีอีโอแสนสิริ ผันตัวเข้าสู่การเมืองครั้งแรกในวัย 61 ปี แต่ยังฟิตและแข็งแรง เดินสายหาเสียงช่วงสงกรานต์ไม่มีวันหยุด ควบรองเท้า Adidas adizero adios pro 3 ที่บรรดานักวิ่งมาราธอนใช้แข่งทำลายสถิติ ทั้งฮาล์ฟมาราธอน หรือฟูลมาราธอน การเดินหาเสียงหลายกิโลเมตร ไม่ต้องกลัวรองเท้าสึก

เศรษฐามี passion ทางการเมือง ตั้งใจที่จะมาเป็นนายกฯ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลง ถ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้เขาก็ไม่อยากมา ดังนั้น หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล เขาก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญ จากนักธุรกิจหมื่นล้าน อาจกลายเป็นนายกฯ คนที่ 30

แต่ใคร? ใน หรือ นอกพรรคเพื่อไทย จะเลือก แพทองธาร หรือ เศรษฐา ต้องลุ้นหลังปิดหีบว่าแลนด์สไลด์จะเป็นจริงหรือเพียงวาทกรรม

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคก้าวไกล จากหนุ่มคลีโอ สู่แวดวงธุรกิจควบคู่กับการสนใจปัญหาบ้านเมืองอย่างจริงจัง ทำให้เขากระโดดเข้าสู่การเมือง

วันนี้ “พิธา” ถือธงนำพรรคมากว่า 3 ปี ต่อจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สานต่อภารกิจอนาคตใหม่ หลังต้องเผชิญมรสุมยุบพรรค

“ภาวะผู้นำที่ดีคือการสร้างผู้นำที่เก่งกว่าผม ถึงเราจะไม่ใช่ดาวฤกษ์อย่างพวกเขา แต่เราจะเป็นดาวกระจายที่เมื่อรวมตัวเมื่อไหร่ก็จะสว่างเท่าเดิมในเวลาที่สังคมไทยต้องการที่สุด” พิธากล่าวเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 อันเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรค

ในโลกความเป็นจริงอาจเร็วเกินไปนักที่จะสรุปว่า พรรคก้าวไกลจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพิธาได้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เส้นทางตลอด 3 ปี ของเขา และพรรคก้าวไกล เป็นการ “สะสมระยะทาง” ทางการเมือง จากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน หลังเลือกตั้งพรรคก้าวไกลอาจได้เข้าร่วมรัฐบาล

จุดเปลี่ยนสำคัญของพิธา หากเงื่อนไขทางการเมืองลงตัว ลงล็อก ได้ร่วมรัฐบาลอาจได้เป็น “รัฐมนตรี” แต่ขั้วรัฐบาลนั้นจะต้องไม่มีพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ปะปนอยู่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ แห่งพรรคไทยสร้างไทย กล่าวได้ว่า ในวงการการเมือง เปรียบเหมือนหญิงเหล็กแห่งวงการการเมือง ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ช่วงที่เธอเข้าสู่เบื้องแรกการเมือง ได้ยืนปราศรัยท้าทายอำนาจ รสช.

ตลอดเส้นทาง 3 ทศวรรษทางการเมืองของคุณหญิงหน่อย ตั้งแต่พรรคพลังธรรม พรรคไทยรักไทย มาจนกระทั่งพรรคเพื่อไทย มีแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่มีบทบาทเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย หลังการเลือกตั้ง 2562 เท่านั้นที่มีประสบการณ์ในฐานะ “ฝ่ายค้าน”

เมื่อ “คุณหญิงสุดารัตน์” ตัดสินใจมาตั้งพรรคเอง ในนามพรรคไทยสร้างไทย ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น Last war สงครามครั้งสุดท้าย ไม่ว่าผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไร มันคือจุดเปลี่ยนของ “คุณหญิงสุดารัตน์” ทั้งสิ้น

“เสียสละให้ เป็นฝ่ายค้าน และจะตรวจสอบการทำงานอย่างเข้มข้น รักษาประโยชน์ของประชาชน และจะทำให้คนโกงชาติล้มลงเร็วที่สุด ไม่ได้รังเกียจอะไร” คุณหญิงสุดารัตน์ ตอบคำถามที่ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคพลังประชารัฐตั้งรัฐบาล ไทยสร้างไทยจะเป็นฝ่ายค้านหรือไม่… นี่คือจุดยืนที่อาจนำมาสู่ “จุดเปลี่ยน” ของเธอ

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ชื่นชอบการ “ขับเครื่องบิน” ในการเลือกตั้ง 2566 ในยุทธจักรการเมือง ทุกฝ่ายยอมรับตรงกันว่า “พรรคภูมิใจไทย” มีศักยภาพที่จะเก็บ ส.ส.ได้มากกว่า 70-80 ที่นั่ง นั่นหมายความว่า หากขั้วการเมืองใดได้พรรคภูมิใจไทยไปผนึกกำลัง โอกาสการจัดตั้งรัฐบาลย่อมมีสูง

อนุทินยกข้อดีของพรรคภูมิใจไทยว่า แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ไม่ได้อยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น หากบังเอิญว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยใด ๆ ก็ตาม แต่ พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ต่อได้เพียงปีกว่า ๆ ก็จะหมดครบวาระ 8 ปี หากถึงเวลานั้นไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญ

และถ้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้จัดตั้งรัฐบาล มีพรรคภูมิใจไทยที่ได้ ส.ส. 70-80 เสียง ไปร่วมรัฐบาล อำนาจการต่อรองก็จะสูง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ได้แค่ 2 ปี พรรคภูมิใจไทยอาจมีเสียงมากที่สุดในขั้วรัฐบาล นั่นหมายความว่า อาจถึง “จุดเปลี่ยน” ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี…หรือไม่

ทว่า..อีกมุมหนึ่ง หากพรรคภูมิใจไทย ได้เสียง ทะลุ 100 เสียงขึ้นไป แล้วไม่ได้ร่วมรัฐบาล “อนุทิน” ก็อาจจะกลายเป็น “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” ก็มีสิทธิเป็นไปได้

7 ฉาก 7 จุดเปลี่ยนของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้ง 2566 แคนดิเดตนายกฯ