เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ส่องรายได้ค่าฟีแบงก์ ชี้ “โจทย์ยาก” รื้อโครงสร้างใหม่

30 เม.ย. 2566 | 06:54น.
ATM

ATM

อีกหนึ่งประเด็นร้อนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็คือ การที่ธนาคารพาณิชย์มีแนวคิดจะเก็บค่าธรรมเนียม “กดเงินไม่ใช้บัตร” ในเดือน พ.ค. 2566 นี้ หลังจากที่ผ่านมา มีการยกเว้นให้ เนื่องจากต้องการกระตุ้นให้คนใช้โมบายแบงกิ้งแอปพลิเคชั่นมากขึ้น ทว่าเมื่อโยนหินออกไป กลับเจอกระแสต่อต้านค่อนข้างแรง ทำให้ต้องประกาศชะลอเรื่องนี้ออกไปก่อน

ล่าสุด “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ธปท.จะมีการพูดคุยกับสถาบันการเงินทั้งระบบ เรื่องของโครงสร้างราคา โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมที่มีหลายเรื่องเกี่ยวพันกัน ทั้งในแง่ของช่องทาง และเรื่องของโครงสร้างที่จะเดินไปสู่สังคมไร้เงินสด (cashless) ซึ่งจำเป็นต้องดูแล ทั้งกลุ่มคนที่มีความพร้อมและไม่พร้อมเข้าสู่ดิจิทัล

ตารางค่าฟีแบงก์

“direction ที่ ธปท.อยากเห็น คือ ราคาและโครงสร้าง จะต้องสอดคล้องกัน มีส่วนไหนที่จะต้องปรับ และอะไรที่จะไปสู่ cashless มากขึ้น ซึ่งจะต้องมีกลไกตลาดเข้ามา ดังนั้น ธปท.จะมีการคุยกับสถาบันการเงิน เกี่ยวกับต้นทุนทางการเงินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเราเริ่มคุยไปบ้างแล้ว คาดว่าภายในปีนี้น่าจะชัดเจนขึ้น” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

SCB หาพันธมิตรแชร์ต้นทุน

ขณะที่ “กฤษณ์ จันทโนทก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมของแบงก์ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การปรับโครงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เนื่องจากค่าธรรมเนียมมีหลายตัว

“ต้องดูว่าธุรกรรมอะไรที่สามารถสร้างมูลค่า เพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าได้ และสามารถอธิบายให้ลูกค้ายอมรับการเรียกเก็บได้”

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่ามีทั้งลูกค้าที่ยังปรับตัวไม่ได้และใช้เงินสดอยู่ และมีบางกลุ่มที่พร้อมเข้าสู่ดิจิทัล ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องรักษาโครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบเดิมไว้ ซึ่งเป็นต้นทุนจำนวนมหาศาล อาทิ ต้นทุนเครื่องเอทีเอ็ม ทั้งเรื่องการดูแลรักษา รวมถึงซอฟต์แวร์ป้องกันภัยทางการเงิน ซึ่งค่อนข้างแพง

โดยสมาชิกสมาคมธนาคารไทย ได้มีการพูดคุยถึงแนวทางโครงสร้างค่าธรรมเนียม โดยมีแนวคิดการทำตู้เอทีเอ็มสีขาว (white label ATM) ซึ่งพยายามดูอยู่ อย่างไรก็ดี อาจจะเกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก

“กฤษณ์” กล่าวว่า ไทยพาณิชย์จะพยายามเจรจาหาพันธมิตรสถาบันการเงินด้วยกัน เพื่อแชร์ต้นทุนกันและเฉลี่ยเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการร่วมกัน ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยที่ไม่รอให้ครบทุกธนาคาร

“ต้องเข้าใจว่าขณะนี้เราอยู่ในช่วงของรอยต่อของการเข้าสู่สังคมไร้เงินสด โดยการเก็บค่าธรรมเนียมในการให้บริการในบางธุรกรรมนั้น จะต้องยึดหลักของความสมเหตุสมผล ที่สามารถอธิบายให้ผู้ใช้บริการเข้าใจได้ ขณะเดียวกันก็มองหารายได้อื่นที่จะเข้ามาทดแทนด้วย” ซีอีโอไทยพาณิชย์กล่าว

พร้อมเพย์กดค่าฟีแบงก์วูบหนัก

ฟาก “กาญจนา โชคไพศาลศิลป์” ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2561-2565 เนื่องจากมีการยกเลิกค่าธรรมเนียมโอนเงินส่งผลให้ปี 2561 การเติบโตลดลงเหลือ 0.3%, ปี 2562 ขยายตัว 1.3%, ปี 2563 หดตัว -9.4%, ปี 2564 ขยายตัว 0.3% และล่าสุดปี 2565 ขยายตัว 1.5%

ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะมาจากบัตรเครดิตราว 22.2% รองลงมา ค่านายหน้า 18.9% บัตรเดบิตและเอทีเอ็ม 15.6% และค่าโอนเงินและค่าธรรมเนียมเก็บเงิน 10.5% และส่วนอื่น ๆ จะมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย และขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ในปี 2565 การที่รายได้ค่าธรรมเนียมปรับดีขึ้น เป็นผลมาจากเศรษฐกิจภาพรวมทยอยฟื้นตัว ทำให้รายได้บางตัวปรับดีขึ้น โดยเฉพาะรายได้ในส่วนของบัตรเครดิตที่ขยายตัวตามการท่องเที่ยว รวมถึงรายได้จากการเป็นผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้ ซึ่งปัจจุบันมีการออกหุ้นกู้มากขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่รายได้ในส่วนของบริการโอนเงินและเรียกเก็บเงิน และบริการบริหารธุรกิจความมั่งคั่ง (wealth manangement) ยังไม่มา เนื่องจากตลาดยังคงมีความผันผวน ทำให้รายได้ยังไม่เติบโต

“รายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัวไม่สูง หลังจากธนาคารมีการยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ ซึ่งหลังจากนั้นธนาคารยังไม่สามารถมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการอื่น ๆ มาช่วยชดเชยได้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่เต็มที่ ทำให้กดดันรายได้ค่าธรรมเนียมที่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจด้วย”

ส่วนทิศทางปี 2566 “กาญจนา” กล่าวว่า เราเห็นสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจภาพรวม จึงประเมินว่าปีนี้รายได้ค่าธรรมเนียมจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2%) คิดเป็นเม็ดเงินอยู่ที่ 180,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่อยู่ที่ 177,074 ล้านบาท

Q1/66 โกย 4.1 หมื่นล้าน

ข้อมูลจากที่ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ เพิ่งรายงานงบการเงินงวดไตรมาส 1/2566 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ พบว่า ธนาคาร 10 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ (BBL), ธนาคารกรุงไทย (KTB), ธนาคารกสิกรไทย (KBANK), บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY), ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb), ธนาคารทิสโก้ (TISCO), ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP), ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (L H Bank) มีรายได้ค่าธรรมเนียมในไตรมาส 1/2566 รวมกันทั้งสิ้น 41,012.6 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1,306.5 ล้านบาท หรือลดลง 3.09%

สำหรับแบงก์ที่อัตรารายได้ค่าธรรมเนียมลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ได้แก่ CIMBT ที่ลดลง 14.88% รองลงมา KKP ลดลง 13.58%, SCB ลดลง 6.58% ต่อมา KBANK ลดลง 8.13% ขณะที่ ttb, KTB, BBL รวมถึง BAY ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

โดย CIMBT ระบุว่า รายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงมาจากการลดลงของค่าธรรมเนียมจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยและค่าธรรมเนียมจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้

ขณะที่ KKP ระบุว่า รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยต่อธุรกรรมด้านตลาดทุน