เฌอรี่ ทุ่มลงทุนปักหมุดฮับ EEC รับ EV ทั่วโลกขยายตัว 14 ล้านคัน
รถจีนรุกไม่หยุดแห่ปักหมุดในไทย ใช้พื้นที่ EEC สร้างฮับอีวีพวงมาลัยขวาทั่วอาเซียน “เฌอรี่” ตอบรับบีโอไอ เทลงทุนปีหน้าเปิดไลน์ผลิต 4 รุ่น “กว่างโจว ออโต-ฉางอัน” ทุ่มไปแล้วเฉียด 2 หมื่นล้าน ผุดศูนย์ผลิตระดับบิ๊ก ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ตลาด EV คาดปีนี้กวาดยอดขายทั่วโลกกว่า 14 ล้านคัน
การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ประกอบกับความพร้อมด้านอินฟราสตรักเจอร์และสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน ทำให้ทัพรถจีนทยอยขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบรนด์ใหญ่
อาทิ MG, เกรท วอลล์ฯ, BYD, กว่างโจว ออโต, ฉางอัน ฯลฯ ส่งผลให้ตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, ชิ้นส่วนสำคัญ และสถานีชาร์จ ในบ้านเรามีมูลค่ารวมมากกว่าแสนล้านบาท ล่าสุดแบรนด์ “เฌอรี่” ประกาศภายใน 2567 พร้อมใช้ไทยเป็นฮับผุดไลน์ผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาส่งออกทั่วภูมิภาคอาเซียน
เฌอรี่มั่นใจไทยศักยภาพโดดเด่น
นาย Yin Tongyue ประธานกรรมการบริหาร Chery Group เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และเมียนมา โดยมีการตั้งทีมปฏิบัติการอิสระและจัดทำแผนระยะยาว เพื่อเตรียมการเข้าสู่แต่ละตลาด ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีศักยภาพโดดเด่น
ที่สำคัญเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ และเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ดังนั้น ไทยจึงเป็นตลาดสำคัญสำหรับแผนการดำเนินงานของเฌอรี่ในภูมิภาคนี้ช่วง 2-3 ปีข้างหน้า และกำหนดเป็นฮับรถยนต์พวงมาลัยขวา
ตอนนี้เฌอรี่ได้พัฒนารถยนต์รุ่นพวงมาลัยขวา 4 รุ่น ได้แก่ Tiggo 8, Tiggo 7 Pro, OMODA 5 (อีวี) และ Tiggo 4 Pro โดยก่อนหน้านี้ทั้ง 4 รุ่นได้เปิดตัวในแอฟริกาใต้ ส่วนปีนี้น่าจะเปิดตัวได้ในอินโดนีเซียและออสเตรเลีย
สำหรับประเทศไทยจะเปิดตัว EV และ PHEV หลายรุ่นตามความต้องการของผู้ใช้ในตลาดประเทศไทย เริ่มที่ OMODA 5 EV 100% ในต้นปี 2567 เป็นการนำเข้าจากจีนทั้งคันในระยะแรก พร้อมเสริมทัพด้วย Tiggo 8 Pro PHEV
“เราเตรียมแผนตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถ EV ในประเทศมาเลเซีย ส่วนประเทศไทยจะมีการลงทุนที่ใหญ่กว่านั้นแน่นอน แต่แผนการลงทุนที่ชัดเจนอาจต้องรอหลังการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เพื่อรอดูนโยบายของรัฐบาลใหม่ต่อไปด้วย”
นิคม EEC ส้มหล่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้ามาลงทุนของแบรนด์จีน ส่วนใหญ่จะเลือกปักหมุดบนพื้นที่ EEC ทั้งฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง ซึ่งมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่รองรับ โดยมีการประเมินกันว่า ทั้งฉางอันและเฌอรี่น่าใช้พื้นที่ของนิคมดับบลิวเอชเอฯ หรือไม่ก็นิคมอมตะ
ซึ่งก่อนหน้านี้นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากปี 2565 บริษัทปิดยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม 600 ไร่ ให้กับทาง BYD ค่ายรถยนต์รายใหญ่จากจีน เพื่อตั้งโรงงานรถ EV แล้วนั้น
เร็ว ๆ นี้จะมีซัพพลายเชนของ BYD อยู่ระหว่างการพิจารณาใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ 36 เฟส 2 อีกประมาณ 400 ไร่ เพื่อตั้งฐานการผลิตประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ EV เช่น แบตเตอรี่ และบริษัทเตรียมเปิดดีลกับค่ายรถยนต์รายใหม่อีก 1 ราย ซึ่งเป็นรายใหญ่
คาดว่าจะทำให้ยอดขายที่ดินในนิคมฯ ปี 2566 นี้ทำได้มากถึง 1,750 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมยังคงโตโดดเด่นอย่างมาก ในส่วนของธุรกิจอื่น ๆ คือธุรกิจโลจิสติกส์จะมุ่งไปสู่การเป็นกรีนโลจิสติกส์ หรือการนำเทคโนโลยีอย่างแพลตฟอร์ม รถ EV เข้ามาช่วยในระบบจัดการคลังสินค้า ซึ่งจะทำให้เกิดความ Smart ในทุกด้าน และยังลดต้นทุนได้ถึง 25%
เปิดไทม์ไลน์กว่างโจว-ฉางอัน
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าบีโอไอต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อชักชวนทัพรถยนต์จากจีนมาลงทุนบ้านเรา ซึ่งส่วนใหญ่เขาพร้อม ด้วยเห็นศักยภาพและความพร้อมหลาย ๆ ด้าน อาทิ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อ ที่อำเภอสนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ยังมีบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำระดับโลกถึง 17 แห่ง ซึ่งเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ตอนนี้ประเทศไทยเหมือนเป็นผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ EV ในอาเซียน
จะเห็นว่าเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัท กว่างโจว ออโต้ คอร์ปอเรชั่น (GAC AION) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีนก็ตัดสินใจมาลงทุนบ้านเรา ตั้งเป้าผลิตรถ EV ในไทยให้ได้ 100,000 คันต่อปีนอกจากการตั้งโรงงานการผลิตรถ EV แล้ว ยังขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการผลิตแบตเตอรี่ด้วย ต้องการใช้พื้นที่ตั้งโรงงานประมาณ 500 ไร่ มูลค่าการลงทุนเบื้องต้นราว ๆ 1,300 ล้านหยวน หรือประมาณ 6,400 ล้านบาท
ขณะที่ฉางอัน ออโตโมบิล บีโอไอใช้เวลากว่า 2 ปี ชี้แจงข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจ และตอกย้ำถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิต EV ระดับโลก จนเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา เขาตัดสินใจลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตรถ EV ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่เป็นแห่งแรกนอกประเทศจีน ด้วยเงินลงทุน 9,800 ล้านบาท ตั้งเป้าผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวา ทั้ง EV และ PHEV
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนด้านแบตเตอรี่ คาดว่าจะใช้เงินลงทุน กำลังการผลิตในระยะแรก 1 แสนคันต่อปี ฉางอันถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและระบบขับขี่อัจฉริยะ และเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของจีน ด้วยยอดขายกว่า 2 ล้านคันในปีที่แล้ว
รถ EV พุ่งทะลุ 14 ล้านคันทั่วโลก
การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถ EV ทำให้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ยอดขายรถ EV ทั่วโลกในปี 2566 จะขยายตัวมากถึง 35% หรือมียอดขายรวมทั่วโลกราว 14 ล้านคัน มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 18% และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการที่มีคนนิยมใช้รถ EV มากขึ้น น่าจะส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลง
โดยมีรายงานว่ากว่าครึ่งของรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานทั่วโลกในปัจจุบันเป็นแบรนด์รถจีน ซึ่งจีนเป็นประเทศที่ผลิตแบตเตอรี่มากที่สุดในโลกและมีแชร์รถยนต์ไฟฟ้าราว 60% ของยอดขายรถทั้งหมดในปี 2565