พิธา ปลื้มผลโหวต มติชนxเดลินิวส์ ยังครองที่ 1 นายกฯ โพล
พิธา หัวหน้าพรรคก้าวไกล ปลื้มพลโพล มติชน-เดลินิวส์ รอบ 2 ยังครองที่ 1 นายกฯ ลั่น ถ้าประเทศมีนายกฯ ชื่อพิธา จะทำให้สมดุล ไม่หัวโต-ตัวลีบ รวยกระจุก จนกระจาย
วันที่ 29 เมษายน 2566 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงผลโพลเดลินิวส์-มติชน รอบ 2 ที่ผลสำรวจสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด รวมถึงประชาชนเลือก ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีอันดับนำพรรคเพื่อไทยว่า ต้องขอบพระคุณพี่น้องประชาชน และผู้อ่าน ผู้ชมของทั้งเดลินิวส์และมติชนที่ให้ความไว้วางใจตน และพรรคก้าวไกลในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้
จะเอากำลังใจครั้งนี้ ในการลงพื้นที่ให้หนักขึ้น แล้วก็สร้างความมั่นใจให้กับทีมงานของพรรคก้าวไกล ก็ขอยกความดีความชอบให้กับคนที่เป็นคนทำงานของพรรค ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัคร ส.ส. ทีมจังหวัด หรือแม้แต่อาสาสมัครด้วย
ส่วนเหตุผลที่ทำให้พรรคก้าวไกลและนายตนเองมีความโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ นั้น คิดว่าเป็นการทำงานหนักของทุกคนที่มีส่วนร่วมของพรรค ไม่ใช่แค่แกนนำหรือคนใดคนหนึ่ง แต่ว่าในขณะเดียวกันก็คงจะเป็นเรื่องของความตั้งใจในการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศจริง ๆ
การมีความพร้อมในเรื่องของโรดแมป 300 นโยบายที่จะตอบโจทย์ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด แล้วก็เป็นแผนความพร้อมในการเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ว่าใน 100 วันแรก มีอะไรที่ไม่ต้องใช้งบประมาณหรือไม่ต้องเขียนกฎหมายใหม่ และทำให้ประชาชนสามารถจับต้องและเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน เรื่องเกี่ยวกับการขึ้นค่าแรงแรงงาน การช่วยพี่น้องเอสเอ็มอี ก็น่าจะพอสร้างความเชื่อใจและความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนทั่วไป และคนที่เป็นผู้อ่านของทั้งเดลินิวส์และมติชนด้วย
นายพิธายังย้ำว่า เราต้องการที่จะทำให้ประเทศไทยไปต่อได้ การที่เราจะทำให้การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต สิ่งที่เราตกผลึกคิดมานานว่า การเมืองจะดีได้ก็ต้องยุติวงจรรัฐประหาร การที่เราจะเข้าสู่อำนาจโดยที่ไปผสมพันธุ์กับคนที่เป็นส่วนเริ่มต้นในการทำรัฐประหาร มันก็คงเป็นไปไม่ได้ มีลุงไม่มีเรา มีเราไม่มีลุง
ส่วนเรื่องการจับมือกับพรรคเพื่อไทยในอนาคตจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ตนคิดว่าไม่มี ในระบบรัฐสภาที่เป็นรัฐบาลผสมในระบอบประชาธิปไตยแบบประเทศไทย เวลาเลือกตั้งก็ต้องมีทั้งการแข่งขัน และการร่วมมือกัน ในขณะเดียวกันในมิติของการแข่งขันยิ่งมีนโยบายมาแข่งขันกันเยอะ ๆ ยิ่งมีผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ มาประชันวิสัยทัศน์และวิธีการทำงานเยอะ ๆ ทำให้การเมืองคึกคัก พอการเมืองคึกคักก็จะยิ่งมีคนมาใช้สิทธิใช้เสียงกันเยอะ
พอเลือกตั้งเสร็จ 14 พฤษภาคม น้ำหนักทางการเมืองออกมา ประชาชนได้ให้คำตอบกับเรามาแล้วว่าอยากจะให้พรรคไหนเป็นพรรคที่บริหารประเทศ ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านทุกพรรค ไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยอย่างเดียว รวมถึงบางพรรคที่เป็นพรรคใหม่แต่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยมานาน แล้วก็ยังไม่ได้เข้าสภา อย่างพรรคไทยสร้างไทยด้วย
“สำหรับพรรคก้าวไกลเราคิดว่าทางรอดของประเทศไทยไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือการรื้อโครงสร้างของประเทศทั้งหมด ทั้งในเรื่องของระบบเศรษฐกิจที่กระจุกตัว ทั้งในเรื่องการบริหารระบบราชการที่มีมานานกว่า 130 ปี ทำให้เกิดการเลือกตั้งทุกจังหวัดในประเทศไทย การใช้ภาษีแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมถึงการทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยยาว ๆ ไม่ต้องมีการรัฐประหารเฉลี่ยทุก ๆ 7-8 ปีอย่างที่เป็นมาในอดีต ดังนั้นเส้นตัดของการตัดสินใจของผมอยู่ตรงนี้ ที่เหลือก็เป็นการใช้ดุลพินิจของพี่น้องประชาชน”
นายพิธากล่าวว่า ถ้าหากได้นายกฯ ชื่อพิธา จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ตนอยากให้ลองคิดตามว่า ประเทศไทยเป็นคนคนหนึ่ง ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็นคนที่หัวโตตัวลีบ เศรษฐกิจโตกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มคน 1 เปอร์เซ็นต์ การบริหารราชการ งบประมาณ เศรษฐกิจอยู่ใน กทม. อย่างเดียว กทม.คือประเทศไทยประเทศไทยคือ กทม. ถ้าโควิดมาล็อก กทม. ครั้งหนึ่งเศรษฐกิจหายไป 45%
“ถ้านายกฯ ชื่อพิธาเมื่อไร ประเทศไทยจะเป็นคนที่ร่างกายสมดุล หัวไม่โตจนเกินไป แต่ทั้งแขนทั้งขาทุกส่วนของร่างกายมีการเจริญเติบโตแข็งแรงมากขึ้น จะผ่านกฎหมายให้เห็นชัด ๆ อย่างเช่น กฎหมายสุราก้าวหน้าที่เป็นการทลายทุนผูกขาด ซึ่งจะทำให้แขนขาของเกษตรกรสมดุลมากยิ่งขึ้น รวมถึงการกระจายอำนาจ ที่ไม่ใช่เป็นการส่งหรือแต่งตั้งผู้ว่าฯ จากส่วนกลาง ความเท่าเทียมกับความใกล้เคียงในเรื่องเศรษฐกิจ สาธารณสุข การศึกษาระหว่าง กทม.และต่างจังหวัดก็จะเท่าเทียมกันมากขึ้น เป็นต้น” นายพิธากล่าว