Skip to content

ดัชนี SET Index ลดต่อเนื่อง

02 ก.ค. 2566 | 10:55น.
ดัชนี SET Index ลดต่อเนื่อง
บทบรรณาธิการ

หลังการเลือกตั้งผ่านไปได้ 48 วัน ปรากฏดัชนี SET Index ได้ปรับตัวลดลง 74.45 จุด หรือจากระดับ 1,541.38 จุด ลงมาอยู่ที่ 1,466.93 จุด ซึ่งถือเป็นระดับที่ลดลงไปต่ำกว่าจุดต่ำสุดของปี 2566 หากพิจารณามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ก็จะพบว่าปรับตัวลดลงอย่างมาก ณ วันที่ 15 พ.ค. 2566 บริษัทจดทะเบียนใน SET มีมาร์เก็ตแคป 18,906,511.86 ล้านบาท

ขณะที่บริษัทจดทะเบียนใน mai มีมาร์เก็ตแคปจำนวน 483,768.94 ล้านบาท ทั้ง 2 ตลาดรวมกันอยู่ที่ 19,390,280.8 ล้านบาท

พอมาถึงวันที่ 28 มิ.ย. ปรากฏบริษัทจดทะเบียนใน SET มีมาร์เก็ตแคปลดลงเหลือ 17,984,241.43 ล้านบาท ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในตลาด mai มีมาร์เก็ตแคปลดลงเหลือ 440,824.06 ล้านบาท หรือทั้ง 2 ตลาดมีมาร์เก็ตแคปรวมกันอยู่ที่ 18,425,065.49 ล้านบาท

เท่ากับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทจดทะเบียนได้ปรับตัวลดลงมากกว่า 965,215.31 ล้านบาท โดยพบว่า บริษัทในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคมีมาร์เก็ตแคปลดลงมากที่สุด 222,660.41 ล้านบาท

รองลงมา ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอาหาร เครื่องดื่ม ลดลง 218,472.64 ล้านบาท กลุ่มธนาคาร เงินทุนและหลักทรัพย์ ลดลง 152,261.64 ล้านบาท กลุ่มบริการและพาณิชย์ ลดลง 150,747.11 ล้านบาท กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ลดลง 145,041.07 ล้านบาท และกลุ่มยานยนต์ วัสดุอุตสาหกรรมลดลง 85,853.41 ล้านบาท

เฉพาะวันที่ 19-28 มิ.ย.ที่ผ่านมา หรือ 8 วันติดต่อกัน ดัชนี SET Index ก็ได้ลดลง 92.46 จุด หรือหลุดจากระดับ 1,500 จุด ขณะที่วันที่ 29 มิ.ย. ดัชนีมาอยู่ที่ 1,479.57 จุด โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนี SET Index ลดลงมีหลายปัจจัยรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากหุ้นที่กำลังมีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน การขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติไหลออกอย่างต่อเนื่อง สภาพคล่องภายในประเทศลดลง ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน

และที่สำคัญก็คือ การมีประเด็นทางการเมืองจนบัดนี้ยังไม่มีทีท่าว่าการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตยทั้ง 8 พรรคจะประสบความสำเร็จ โดยกระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลกลับมีภาพของพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคต่อรองตำแหน่งประธานสภา ซึ่งถือเป็นประตูแรกที่จะนำไปสู่การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ยังไม่มีทีท่าว่าพรรคก้าวไกล ในฐานะพรรคแกนนำจะหาเสียงสนับสนุนจากทั้ง 2 สภาให้ได้ 376 เสียง

ยิ่งนานวันในสายตาของนักลงทุนก็จะมองว่า การไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ จะกลายเป็นสุญญากาศทางการเมือง จนเกิดความยากลำบากที่ประเทศจะเดินต่อไปข้างหน้าได้ ควรที่ 8 พรรคจะต้องเร่งแก้ข้อขัดแย้ง ผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเรียกความเชื่อมั่นในตลาดเงินตลาดทุนกลับคืนมา