Skip to content

เอเซีย พลัส ชี้หุ้นไทย Q3 ผันผวนจับตาการเมืองตัวแปรหนุนฟันด์โฟลว์ไหลกลับ

05 ก.ค. 2566 | 16:32น.
เอเซีย พลัส ชี้หุ้นไทย Q3 ผันผวนจับตาการเมืองตัวแปรหนุนฟันด์โฟลว์ไหลกลับ

บล.เอเซีย พลัส ชี้หุ้นไทยไตรมาส 3 ผันผวน มองเลือกนายกฯ-ตั้งรัฐบาลสำเร็จเป็นแรงดึงดูดฟันด์โฟลว์ไหลกลับ ประเมินเป้าดัชนี 1,542 จุด และต่ำสุดที่ 1,480 จุด หากปรับลดมองเป็นจังหวะซื้อ แนะสะสมหุ้นพื้นฐานดีราคาลงลึกและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว

วันที่ 5 กรกฎาคม 2566 นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรกถูกกดดันจากความกังวลเรื่องเสถียรภาพและการเปลี่ยนผ่านนโยบายต่าง ๆ ได้แก่

1) นโยบายการเงินที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 1.25% ช่วงต้นปีมาที่ 2% ในปัจจุบัน

2) ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังต่อการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

3) ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกรณี STARK ส่งผลต่อ เงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ต่างชาติไหลออกในปีนี้ 1.07 แสนล้านบาท กดดันตลาดหุ้นไทยปรับลง 9.9% Underperform สวนทางตลาดหุ้นโลกที่ปรับขึ้น 12.8%

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม

ขณะที่ภาพรวมการลงทุนของตลาดหุ้นไทยในช่วง ไตรมาส 3/2566 คงยังแกว่งผันผวน โดยปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดหุ้นในไตรมาสนี้อยู่ที่ปัจจัยทางการเมืองในประเทศเป็นสำคัญ โดยหากเลือกนายกฯและจัดตั้งรัฐบาลดำเนินไปด้วยความราบรื่นเชื่อว่าจะเป็นแรงดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามาได้แต่หากออกในทางตรงข้ามถือเป็นปัจจัยที่กลับมากดดันตลาดหุ้นอีกครั้ง

แต่อย่างไรตามในช่วงครึ่งปีหลังที่ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เริ่มส่งผลมายังภาคเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว อีกทั้งยังส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อให้ลงมาอยู่ในระดับเป้าหมาย 2% ทำให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ของสหรัฐและยุโรปไม่หมดไป

สวนทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตจากภาคบริโภคในประเทศและท่องเที่ยว ด้านทิศทางเงินเฟ้อ พ.ค.อยู่ในระดับ 0.53% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วง 1-3% ลดแรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

ทั้งนี้ ภาพกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในช่วงไตรมาส 2 มักจะชะลอตัวเพราะเป็นช่วง Low season และจากช่วงไตรมาสปีที่แล้วที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงทำให้ฐานกำไรเพิ่มขึ้นมากซึ่งปีนี้ราคาน้ำมันลดลงมาแล้วทำให้ไม่ได้มีปัจจัยนี้หนุน อย่างไรก็ตามคงต้องรอดูกำไร บจ.ที่จะทยอยประกาศออกมาในช่วงสิ้นเดือน ก.ค.นี้

เอเชียพลัส

ขณะที่กำไร บจ.ปี 2566 ฝ่ายวิจัยคาดอยู่ที่ 1.12 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น EPS66F ที่ระดับ 91.8 บาท/หุ้น เติบโต 12.6% YOY ซึ่งในเชิง Valuation จะได้ค่า Market Earning Gap ที่ 4.11% ใกล้ค่าเฉลี่ยในรอบ 12 ปี จึงทำให้ทิศทาง Fund Flow อาจมีโอกาสไหลกลับ

โดยฝ่ายวิจัยประเมินระดับเป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,542 จุดและต่ำสุดที่ 1,480 จุด โดยเมื่อดัชนีปรับลดลงมาในระดับ 1,480 จุด มองเป็นจังหวะเข้าซื้อ อย่างไรก็ตาม หากการเมืองดี ปัจจัยหลาย ๆ อย่างไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ ดัชนีก็มีโอกาสปรับขึ้นไปที่ 1,600 จุดได้

ทั้งนี้ หุ้นเด่นในเดือน ก.ค.นี้ หาก SET Index ที่ย่อตัวลงมาแรงกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็นแนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานดีราคาลงลึกพร้อมกับมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว คือกำโรไตรมาส 1/2566 ฟื้นเด่น IVL, BEM, JMT และหุ้นได้รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากจีน SCGP, ERW, III, SCB ส่วนหุ้น Tactical Short Sell แนะนำ BCP และ LPN

ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนแนะนำทยอยสะสมหุ้นเมื่อ SET Index อยู่ในระดับต่ำกว่า 1,480 จุด โดยเลือกหุ้นพื้นฐานดีราคาลงลึก พร้อมกับมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว คือ BEM, JMT, SCGP, SCB, IVL, ERW, III

“ในส่วนของการจัดพอร์ตลงทุนแนะนำถือหุ้นไทย 30% หุ้นต่างประเทศ 30% ตราสารหนี้ 15% และสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทรัสต์, อินฟราสตรักเจอร์ ประมาณ 15% และที่เหลือ 10% เป็นการถือเงินสด” นายเทิดศักดิ์กล่าว

ด้านนายบำรุงพงษ์ ชีวธนากรณ์กุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์หุ้นต่างประเทศ บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมการลงทุนของตลาดหุ้นสหรัฐเดือน ก.ค. ยังคงถูกกดดันจากการดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดของเฟด อย่างไรก็ตามมองว่าการดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดจะไม่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นสหรัฐเหมือนในปีที่ผ่านมา

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้นบริเวณแนวรับดัชนี S&P500 ที่ 4,325-4,300 จุด โดยเลือกหุ้นจากกลุ่มที่มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์จาก AI และมีแนวโน้มผลประกอบการออกมาดีในอนาคต หุ้นเทคโนโลยีที่เป็น Big Cap ที่ยังไม่ทำ ALL TIME HIGH  ได้แก่ Netflix และ Amazon

ส่วนตลาดหุ้นจีนเดือน ก.ค. ยังถูกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังออกมาต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่แม้มีการเปิดประเทศเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นปีที่ผ่าน อย่างไรก็ตามคาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนจะขยายตัวได้ดีในไตรมาส 4 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับวันหยุดยาว (Golden Week) ซึ่งกินเวลาวันหยุดกว่า 7-8 วัน ทำให้ฝ่ายกลยุทธ์เห็นจังหวะในการเก็งกำไรในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวชัดเจน

โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อเก็งกำไรหุ้นบริเวณแนวรับดัชนี HSI Index ที่ 19,000 จุด โดยเลือกหุ้น Big Cap. ที่มี Valuation ต่ำพร้อมกับการปลดล็อกมูลค่าของกิจการผ่านการนำบริษัทลูกเข้าไอพีโอ (IPO) ได้แก่ Alibaba, JD. (comfortable)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฟันด์โฟลว์ หุ้นไทย