3 เหตุการณ์ “พรรคแตก” ของประชาธิปัตย์ การ “บอยคอต” การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 การประกาศร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อปี’62 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากหัวหน้าพรรค และการเลือกหัวหน้าพรรคคนที่ 8 เลือดไหลออกมากที่สุด
ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย เมื่อ 16 สส.ประชาธิปัตย์ แหกมติพรรค ลงมติ “เห็นด้วย” ให้ “เศรษฐา ทวีสิน” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30
16 สส.ที่ชีวิตทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย ประกอบด้วย สส.สงขลา 4 คน นายเดชอิศม์ ขาวทอง 2.นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง 3.น.ส.สุภาพร กำเนิดผล 4.พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่
สส.นครศรีธรรมราช 5 คน นายชัยชนะ เดชเดโช นายพิทักษ์ เดชเดโช นายทรงศักดิ์ มุสิกอง ว่าที่ร้อยโทยุทธการ รัตนมาศ นางอวยพรศรี เชาวลิต
นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง นายยูนัยดี วาบา ปัตตานี นายชาตรี หล้าพรหม สส.สกลนคร นางสุพัชรี ธรรมเพชร สส.พัทลุง นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ สส.ประจวบคีรีขันธ์ นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อุบลราชธานี นายสมบัติ ยะสินธุ์ สส.แม่ฮ่องสอน
ข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ฉบับใหม่ พ.ศ. 2566 หมวด 19 การลงโทษสมาชิก ข้อที่ 120 การกล่าวหาสมาชิกพรรคคนหนึ่งคนใดว่าได้กระทำ หรือละเว้นการกระทำที่ผิดข้อบังคับพรรค หรือมติคณะกรรมการบริหารพรรค หรือกระทำการอันควรแก่การลงโทษ ให้กรรมการบริหารพรรคคคนหนึ่งคนใด หรือสมาชิกไม่น้อยกว่า 20 คน ลงลายมือชื่อทำเป็นหนังสือหัวหน้าพรรค
ข้อ 121 เมื่อได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาของกรรมการบริหารพรรค หรือสมาชิกพรรคว่าสมาชิกกระทำความผิดตามข้อบังคับพรรค ข้อที่ 120 หัวหน้าพรรคอาจทำการสอบสวนด้วยตนเอง หรือแต่งตั้งกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน ดำเนินการสอบสวนก็ได้ แล้วเมื่อสอบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีมูล หัวหน้าพรรคมีอำนาจสั่งระงับข้อกล่าวหานั้นได้
ในกรณีที่มีการสอบสวน ผู้สอบสวนต้องให้โอกาสแก่สมาชิกผู้ถูกกล่าวหาแก้ข้อกล่าวหา
ข้อ 122 เมื่อมีการสอบสวนแล้ว ให้ผู้ได้รับมอบหมายเสนอรายงานการสอบสวน พร้อมพยานหลักฐานต่อหัวหน้าพรรคภายใน 15 วัน นับแต่วันที่สอบสวนเสร็จสิ้น และให้หัวหน้าพรรคมีคำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับผลการสอบสวน ทั้งนี้ คำสั่งของหัวหน้าพรรคให้เป็นอันที่สุด
ข้อ 123 เมื่อการพิจารณาสิ้นสุดลง หัวหน้าพรรคมีอำนาจสั่งการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
–มีคำสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนตามข้อบังคับพรรค ข้อ 121 ดำเนินการสอบสวนต่อไป หรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการคณะใหม่เพื่อสอบสวนก็ได้
–ยกข้อกล่าวหา
–ตำหนิสมาชิกผู้ถูกกล่าวหา
–ภาคทัณฑ์สมาชิกผู้ถูกกล่าวหา และห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 6 เดือน และถ้ายังปฏิบัติในครั้งต่อไปก็ให้เสนอคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติลงโทษอย่างหนึ่งอย่างใด
ข้อ 124 การลงโทษสมาชิกผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นจากสมาชิกภาพจะกระทำได้ต่อเมื่อปรากฏว่าสมาชิกผู้นั้นกระทำการให้พรรคเสียหายอย่างร้ายแรง หรือทำให้เกิดการแตกแยกสามัคคีภายในพรรค หรือผู้ถูกกล่าวหาได้ฝ่าฝืนข้อบังคับพรรคจรรยาบรรณของพรรค มติหรือคำสั่งของคณะกรรมการบริหารพรรคในสาระสำคัญ
มติของคณะกรรมการบริหารพรรคในกรณีดังกล่าวจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ การวินิจฉัยของคณะกรรมการบริหารพรรคให้เป็นอันสิ้นสุด
กรณีที่สมาชิกผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเมื่อได้ดำเนินการตามข้อบังคับพรรคแล้ว เห็นว่ามีความผิดจริงสมควรลงโทษให้พ้นจากสมาชิกภาพ ก็ให้เสนอที่ประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคและ สส.ลงมติ และมติดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุมร่วม
ตำนาน “กบฏประชาธิปัตย์” ถูกกล่าวขานในพรรคประชาธิปัตย์เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง คือ กลุ่ม “กบฏ 10 มกรา” เหตุเกิดที่โรงแรมเอเชีย เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2530 ในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 4
เป็นการแข่งขันกันระหว่าง กลุ่มของนายวีระ มุสิกพงศ์ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น ที่สนับสนุนนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ อดีตเลขาธิการพรรคคนที่ 7 เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค กับกลุ่มของนายชวน หลีกภัย และ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่เสนอชื่อนายพิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค สุดท้ายกลุ่มของนายวีระแพ้ให้กับกลุ่มของนายชวน–เสธ.หนั่น
ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2531 กลุ่ม 10 มกรา ออกฤทธิ์เดช “สวนมติพรรค” และ “มติวิปรัฐบาล” โดยการลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เอฟเฟ็กต์ในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์–โหวตสวนมติพรรคและมติวิปรัฐบาล ถึงแม้ว่า “กฎหมายรัฐบาล” จะได้รับความเห็นชอบ (183 ต่อ 134 เสียง) ถัดมาเพียงวันเดียว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศยุบสภาในวันถัดมา (วันที่ 29 เมษายน 2531) โดยมีใจความว่า
“โดยที่นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลฯ ว่านับแต่ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา ปรากฏว่าพรรคการเมืองต่าง ๆ หลายพรรคไม่สามารถจะดำเนินการในระบบพรรคการเมืองได้อย่างมีเอกภาพ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรคการเมืองยังไม่ยอมรับรู้ความคิดเห็น หรือมติของสมาชิกฝ่ายเสียงข้างมากในพรรคของตนอันเป็นการขัดต่อวิถีทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน
และการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมากสมควรยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้และจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่”
สุดท้ายกลุ่ม 10 มกรา ได้ยกโขยงกันลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ชื่อว่า พรรคประชาชน–พรรคเอกภาพ ก่อนที่แตกฉานซ่านเซ็นไปอยู่พรรคการเมืองต่าง ๆ เช่น พรรคความหวังใหม่ พรรคสามัคคีธรรม
โดยกลุ่ม–แกนนำที่เป็นคีย์แมน มีบทบาททางการเมืองมาในปัจจุบัน เช่น “กลุ่มวาดะห์” ของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง–นายสุชาติ ตันเจริญ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทย
“รศ.สุขุม นวลสกุล” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแห่ง–อดีตที่ปรึกษาพล.อ.เปรม นั่งไทม์แมสชีน ย้อนเวลากลับไปช่วงนั้นถึงความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์
“เขาโกรธคุณพิชัย เขาวิ่งไปหา พล.อ.เปรม มีอะไรเขาก็ให้ พล.อ.เปรมสั่งตรงกับเขา เขาจึงไม่ยอมขึ้นกับมติของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เขาก็ยังสนับสนับ พล.อ.เปรม”
อดีตที่ปรึกษา พล.อ.เปรมย้ำว่า เหตุผลที่กลุ่ม 10 มกรา แตกออกไปเป็นเพราะมีปัญหากับนายพิชัย เนื่องจากนายเฉลิมพันธ์ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม
ขณะที่การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่ต้องทำให้คนพ่ายแพ้ต้องเก็บข้าวของออกจากพรรคประชาธิปัตย์ การกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “สมัยที่สอง” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค คนที่ 7 ที่ทำให้ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แคนดิเดตหัวหน้าพรรค ลาออกไปตั้งพรรคไทยภักดี
การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนที่ 8 แทนนายอภิสิทธิ์ ที่ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรค หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ประชาธิปัตย์กลายเป็น “พรรคต่ำร้อย” ได้ สส.มาเพียง 52 ที่นั่ง
“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ครองตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 8 หลังจากนั้น “กรณ์ จาติกวณิช” และ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” แคนดิเดตหัวหน้าพรรคต้อง “โบกมือลา” พรรคเก่าแก่ไป
นายกรณ์ไปก่อตั้งพรรคใหม่ ชื่อว่า “พรรคกล้า” ขณะที่นายพีระพันธุ์ ไปรับตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนจะไปก่อร่างขึ้นโครง “พรรครวมไทยสร้างชาติ”
3 อดีตแคนดิเดตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่พ่ายแพ่ในเกมชิงอำนาจในพรรคที่ลาออกไปตั้งพรรคใหม่ ได้ดึงอดีต สส.ประชาธิปัตย์ไปร่วมตั้งพรรคใหม่ เช่น นายถาวร เสนเนียม นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์
ประชาธิปัตย์ยุคที่นายจุรินทร์เป็นหัวหน้าพรรคจึงมี “เลือดไหลออก” มากที่สุด ไล่เรียงตั้งแต่ นายอันวาร์ สาและ อดีต สส.ปัตตานี ที่ไม่ถูกส่งลงเลือกตั้ง ปี’66 จนต้องลาออกไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรองหัวหน้าพรรคร่วมก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทยของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก่อนที่ย้ายไปแพ้สงครามครั้งสุดท้ายกับพรรคพลังประชารัฐ
“นราพัฒน์ แก้วทอง” แคนดิเดตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 บอกถึงสัจจะธรรมของระบอบประชาธิปไตยในพรรคประชาธิปัตย์มีอยู่ 3 ทางเลือก
“หนึ่ง คุณเชื่อ เคารพ มีวินัย เดินตาม สอง ไม่เคารพ ไม่เชื่อ แต่ไม่ออกฤทธิ์ออกเดช เพื่อรอเวลาอีก 4 ปีข้างหน้าจะกลับเข้ามา หรือมาเสนอตัวใหม่ สาม ไม่ไหวแล้วก็ออกไป”