เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

SB ประเทศไทย ชูแนวคิดยั่งยืนแบบ Regenerative

06 ก.ย. 2566 | 11:43น.

ทุกวันนี้ “ความยั่งยืน” คือหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะองค์กรขนาดใหญ่ หรือเล็ก ต่างต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งหมายถึงการทำธุรกิจใดก็ตาม จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมด้วย จึงจะทำให้ธุรกิจ หรือแบรนด์นั้น ๆ เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภค เพื่อธุรกิจนั้น ๆ จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

Sustainable Brand (SB) THAILAND หรือ SB ประเทศไทย เกิดขึ้นเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่อยากนำแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืนไปปรับใช้ ซึ่งเป็นเครือข่ายของ Sustainable Brand (SB) Global ที่มีอยู่ใน 13 ประเทศทั่วโลก

ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายความยั่งยืน นำเทรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาขับเคลื่อนสังคมไทย ผ่านการจัดงานประจำปีโดยหวังให้ประเทศก้าวไปสู่สังคมที่ตระหนักรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการ นักสร้างแบรนด์ นักการตลาด นำแนวคิดด้านความยั่งยืนไปปฏิบัติจริง

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล
ดร.ศิริกุล เลากัยกุล

สำหรับ SB ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นมาเป็นระยะเวลากว่า 8 ปี นำโดย “ดร.ศิริกุล เลากัยกุล” ซึ่งเคยเป็น MD ของบริษัท Enterprise IG Thailand บริษัทที่ปรึกษาการสร้างแบรนด์ลำดับต้น ๆ ของโลกมานานกว่า 10 ปี ทั้งนี้ด้วยความเชื่อมั่น ศรัทธาในแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และความตั้งใจสนับสนุนแบรนด์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา SMEs

จึงเป็นเหตุผลที่ “ดร.ศิริกุล” ตัดสินใจจัดตั้งบริษัทที่ปรึกษากลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของตนเอง โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยธุรกิจสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดของความพอเพียงอย่างรู้จักประมาณตน มีสำนึกรับผิดชอบและเกื้อกูลทุกส่วนในสังคม ด้วยความชำนาญและประสบการณ์ที่ร่วมทำงานกับบริษัทระดับโลก

จาก CSR สู่ Regenerative

“ดร.ศิริกุล” ผู้อำนวยการ SB ประเทศไทย กล่าวว่า SB มีเครือข่ายอยู่ 12-13 แห่งทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเครือข่ายด้านความยั่งยืน เพราะโลกทุกวันนี้ถูกคุกคามเยอะมาก และมีวิกฤตเกิดขึ้นมากมาย ฉะนั้นเราต้องช่วยกันบรรเทา ซึ่งดิฉันทำงานด้านนี้มานาน จึงเห็นวิวัฒนาการจากเมื่อก่อนเราจะได้ยินคำว่า CSR คือการทำกิจกรรมเพื่อสังคม

จนกลายมาเป็นเรื่อง Sustainable Development Goals หรือ SDGs 17 เป้าหมาย และกลายเป็น Environmental, Social, Governance หรือ ESG ในปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

“ขณะที่ทุกบริษัทกำลังตระหนักเรื่อง ESG แต่มีคำใหม่เกิดขึ้นอีกคือ คำว่า regenerative ซึ่งเป็นคำที่ SB ระดับโกลบอลขับเคลื่อนมา 2 ปีกว่าแล้ว แต่ในเมืองไทยยังเป็นคำใหม่ ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงนัก เพราะเป็นแนวคิดใหม่ที่ต่อยอดขึ้นไปจากความยั่งยืนแบบเดิม เวลานี้นักคิด นักทฤษฎีคิดว่าแค่ sustainable development ไม่พอ

แต่ต้องทำอะไรที่ไปได้ไกลกว่านั้น เมื่อก่อนเราจะรู้ว่าหลักของความยั่งยืนจะเน้นไปที่หลัก 3 Rs ได้แก่ 1.reuse นำกลับมาใช้ซ้ำ 2.reduce ลดการใช้สิ่งที่ย่อยสลายยาก ซึ่งอาจกลายเป็นภาระของโลกในระยะยาวนับพันปี เช่น พลาสติก และ 3.recycle การเปลี่ยนรูปแบบของที่เคยใช้แล้วผ่านกรรมวิธีให้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประโยชน์”

แต่สำหรับ regenerative จะให้คุณค่าใส่ใจทั้งระบบที่เกื้อกูลกันให้กลับมา คือเพิ่ม R ตัวที่สี่ ขึ้นมา คือ restore ไม่ใช่แค่ยืดเวลาจากสิ่งที่มีอยู่ให้นานที่สุด แต่มองไปไกลถึงโลกอนาคต นำความอุดมสมบูรณ์กลับมา ไม่ใช่แค่ลดการใช้ แต่สร้างสิ่งที่เสียไปหรือหายไปให้กลับมาขยายตัวเพิ่ม เป็นโอกาสและทางออกที่สังคมและสิ่งแวดล้อมกำลังต้องการในตอนนี้

ฟื้นคืนชีพทรัพยากรที่ถูกลืม

“ดร.ศิริกุล” เล่าขยายความเพิ่มเติมว่า restore คือแนวคิดที่จะให้เราใช้ทรัพยากรเดิมที่มีอยู่ให้นานขึ้น หรือทำให้ทรัพยากรที่ถูกลืม หรือกำลังจะหายไปให้ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง สมมติว่าเราอยากให้ปลาที่ตายไปแล้วฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง เราต้องไปอนุรักษ์พันธุ์ของปลาตัวนั้น เพื่อที่เราจะได้ปลาพันธุ์ดังกล่าวตัวใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา หรืออยากจะสร้างสวนป่า ก็ต้องอนุรักษ์พันธุ์ไม้ให้มันเติบโตขึ้นใหม่ได้เรื่อย ๆ เป็นต้น

ถ้าถามว่าแนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์ หรือธุรกิจอย่างไร ต้องยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างอาจเกิดขึ้นมาและหายไป เมื่อไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น แต่เรื่องที่มีคุณค่าที่โดนมองข้าม บางครั้งเพียงแค่หันกลับไปมอง และหยิบขึ้นมาเพื่อค้นหาว่าคุณค่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน

อาจสร้างความมหัศจรรย์ให้กับคนในยุคนี้และยุคต่อไปได้ เฉกเช่นคุณอาจคิดว่าแพลงก์ตอน เป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญจนพบว่าแพลงก์ตอนเหล่านี้มีคุณค่ากับโลกใต้น้ำมากแค่ไหน ถ้าคุณไม่เห็นระบบที่เอื้อและเกื้อกูลต่อกัน

“คุณจะไม่สามารถฟื้นอะไรขึ้นมาได้จากฐานรากได้เลย เพียงเพราะสิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในระบบชีวิตของเรา ก็ไม่ได้แปลว่าไม่สำคัญในระบบของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และโลกด้วย เพราะสุดท้ายแล้วแบรนด์ของคุณจะไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ให้ผู้บริโภคนึกถึง

แต่การค้นพบถึงคุณค่าของแบรนด์จากแก่นข้างในสามารถเปลี่ยนโลกของคนทำแบรนด์ และผู้คนที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด รวมทั้งต่อให้เจออีกกี่วิกฤต เราจะกลับมาเข้มแข็ง และพร้อมจะฟื้นฟูคุณค่าของทุกสิ่งที่สำคัญ ที่สัมพันธ์กับทุกชีวิตและธรรมชาติให้เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างงดงามเสมอและตลอดไป”

จับมือสเปนจัดอีเวนต์เมืองจันท์

“ดร.ศิริกุล” กล่าวต่อว่า เราพยายามจะนำแนวคิดเรื่อง regenerative เผยแพร่ออกไปให้คนรู้จักและเข้าใจ จึงเป็นที่มาที่เราเตรียมจัดงานประจำปีขึ้นอีกครั้ง ชื่องานประชุมเชิงปฏิบัติการ SB’23 BANGKOK CHANTHABURI ภายใต้แนวคิด “Regenerative Food, Regenerative Future” แนวคิดนี้ดิฉันมุ่งให้ความสำคัญด้านอาหาร เนื่องจากมองว่าอุตสาหกรรมอาหารเป็นหัวใจของประเทศ และมีซัพพลายเชนขนาดใหญ่ โดยการจัดงานของเราปีนี้จะร่วมมือกับสเปน

“ดิฉันมองว่าประเทศไทยกับสเปนมีความคล้ายคลึงกัน ทั้งลักษณะทางธรรมชาติ และลักษณะทางภูมิศาสตร์มีความใกล้เคียงกันด้วย จึงชวนวิทยากรจากสเปนมาร่วมนำเสนอไอเดีย ผ่านหัวข้อใหญ่ 2 เรื่องที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาธุรกิจและศักยภาพของประเทศ คือ เรื่อง food system และ placemaking โดยจะจัดการประชุมที่กรุงเทพฯ และลงมือทำการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการจริง ที่ จ.จันทบุรี ในช่วงระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2566”

เนื่องจากประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นครัว และคลังอาหารของโลก และจันทบุรีก็เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์หลากหลายทั้งในเรื่องอาหาร วัตถุดิบการเกษตร และสถานที่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ยังคงสืบทอดกันอยู่ จึงนับเป็นครั้งแรกที่เจาะประเด็นทั้ง 2 เรื่องอย่างลงลึก

และจะนำกรณีศึกษาต่าง ๆ ระดับนานาชาติมาร่วมส่งต่อให้กับคนสร้างแบรนด์ นักธุรกิจ นักคิด และคนทั่วไปที่มีความใส่ใจให้ชวนกันลุกขึ้นมาเปลี่ยนสังคมด้วยการใช้วิธีการต่าง ๆ พร้อมกับตั้งเป้าหมายชัดเจนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้เกิด regenerative future เป็นจริงในประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า

อุกฤษ วงษ์ทองสาลี
อุกฤษ วงษ์ทองสาลี

ฟื้นพริกไทยจันท์อวดชาวโลก

“อุกฤษ วงษ์ทองสาลี” ประธานหอการค้าจันทบุรี กล่าวเสริมว่า จันทบุรีมีเป้าหมายอยากจะเป็น Living Room of the East เนื่องจากอยู่ท่ามกลางจังหวัดที่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเราอยู่ตรงกลางก็อยากจะให้เป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกที่มีศักยภาพ จันทบุรีเป็นเมืองเศรษฐกิจตาโต ที่เติบโตจากการค้าขายทุเรียนจำนวนมาก โดยมีรายได้จากการขายทุเรียนและส่งออกประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งพอตลาดทุเรียนโตก็เลยทำให้ตลาดอื่น ๆ เริ่มหายไป โดยเฉพาะพริกไทย

ที่สำคัญ จันทบุรีเป็นแหล่งผลิตพริกไทยอันดับ 1 ของประเทศ เพราะมีความได้เปรียบเรื่องภูมิศาสตร์ ทั้งดิน น้ำ สภาพอากาศ ที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพริกไทย ทำให้พริกไทยจันท์มีรสเผ็ด มีกลิ่นหอมฉุน เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากพริกไทยทั่วไปที่จำหน่ายในท้องตลาด

ทุกวันนี้มีเกษตรกรปลูกพริกไทยน้อยลงอย่างพันธุ์ปรางถี่ ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองเหลืออยู่ไม่เกิน 20-30 ต้นเท่านั้น ที่เหลือเป็นพริกนอก กลับกลายเป็นว่าพริกนอกเข้ามาตีตลาดในบ้านเรามากกว่า ทั้งกัมพูชา มาเลเซีย จนถึงตอนนี้

“พริกไทยจันท์ เพิ่งจะเริ่มขอ GI ในขณะที่พริกกัมพูชาเขาขอไปแล้ว ดังนั้น ผมคิดว่าเมืองจันท์ควรจะฟื้นคืนชีพพริกไทยกลับคืนมาให้มีชื่อเสียง เพื่อให้เป็นภูมิคุ้มกันแก่เกษตรกร ที่ไม่ได้มีแค่ตลาดทุเรียนอย่างเดียว เพราะอย่าลืมว่า ทุเรียนอาจจะตีตลาดจีนได้ดี ประเทศเดียว แต่พริกไทยสามารถตั้งอยู่บนโต๊ะอาหารได้ทั่วโลก จึงเป็นตัวอย่างของการ regenerative อีกตัวอย่างหนึ่ง”

มาร์ค บัคลีย์
มาร์ค บัคลีย์

“มาร์ค บัคลีย์” (Marc Buckley) นักคิดและนักปฏิบัติการด้านอาหารและตัวแทนความยั่งยืนจาก UN SDG กล่าวว่า แนวคิด regenerative เป็นการนำพาสิ่งต่าง ๆ กลับมายังท้องถิ่นเดิม เช่น ตอนนี้จีนปลูกทุเรียนเองได้แล้ว จะกระทบกับไทยไหม หรือกลายเป็นว่าพริกจากมาเลเซียมาเติบโตที่เมืองจันท์แทน

“ดังนั้น เราต้องฟื้นคืนชีพสิ่งที่เรามีให้กลับมา และเติบโตแบบยั่งยืนในพื้นที่ของตนเอง เชื่อว่าการจัดงานที่จันทบุรีจะเป็นต้นแบบการนำแนวคิด regenerative อย่างดี ผมหวังว่าภายหลังจัดงานแล้ว จะมีการติดตามผลอย่างแน่นอน ไม่ใช่แค่จัดอีเวนต์และจบไป”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ความยั่งยืน องค์กร