เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

บิลค่าไฟกันยายน 2566 ออกก่อนมีมติ ครม.ลดค่าไฟ ต้องทำอย่างไร ?

20 ก.ย. 2566 | 17:19น.
ค่าไฟ ค่าไฟฟ้า กฟภ กฟน บิลค่าไฟ

ค่าไฟ ค่าไฟฟ้า กฟภ กฟน บิลค่าไฟ

โฆษกรัฐบาลชี้แจงกรณีบิลค่าไฟฟ้าบางส่วน ออกก่อนมีมติ ครม.ลดค่าไฟเหลือ 3.99 บาท/หน่วย ต้องทำอย่างไร ?

วันที่ 20 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงเกี่ยวกับกรณีที่ ครม.มีมติลดค่าไฟฟ้า เนื่องจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีการพิมพ์และส่งบิลค่าไฟของรอบเดือนกันยายน 2566 ออกไปบางส่วนแล้วประมาณ 8 ล้านฉบับ หรือประมาณ 30% ก่อนที่จะมีมติ ครม.ลดค่าไฟฟ้าออกมา

ดังนั้น จะมี 3 กรณี คือ

  • หากมีมติ ครม.ออกมาก่อนถึงวันออกบิลค่าไฟฟ้า จะคิดค่าไฟในอัตราหน่วยละ 3.99 บาท ตามมติ ครม.
  • มีการออกบิลก่อนการมีมติ ครม. แต่ยังไม่ได้ชำระ ระบบจะปรับปรุงบิล คำนวณตามอัตราค่าไฟใหม่
  • มีการออกบิลก่อนการมีมติ ครม. แต่ชำระแล้ว จะคืนส่วนต่างเป็นส่วนลดให้กับค่าไฟฟ้าในรอบบิลถัดไป

ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.มีมติเมื่อ 18 กันยายน 2566 รับทราบลดค่าไฟฟ้าจากมติ ครม.เดิม เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 จำนวน 4.10 บาทต่อหน่วย เหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย โดยให้มีผลตั้งแต่รอบการเก็บค่าไฟฟ้างวดใหม่ระหว่างเดือนกันยายนจนถึงเดือนธันวาคม 2566

โดยอัตราใหม่นี้ จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงรวม 46 สตางค์ต่อหน่วย จากมติของ กกพ.ที่เรียกเก็บก่อนหน้านี้ในอัตรา 4.45 บาทต่อหน่วย

นายชัยกล่าวเมื่อการแถลงหลังประชุม ครม. 18 กันยายน 2566 โดยระบุว่า เนื่องจากการลดค่าพลังงานไม่ได้อยู่ในอำนาจของ ครม. เป็นเรื่องที่ กกพ.มีอำนาจตัดสินใจ โดยการหารือกับ รมว.พลังงาน ซึ่งได้ไปหารือมาแล้ว เพราะรัฐบาลมีนโยบายที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

โดย ครม.ได้มอบหมายให้ รมว.พลังงานไปพูดคุยว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาล ซึ่ง รมว.พลังงานได้รายงานว่าได้ไปคุยกันจบแล้วเรียบร้อย กกพ.ซึ่งมีอำนาจเห็นชอบแล้วให้ประกาศได้เลย รอบนี้ลดเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย

ขณะที่วันนี้ (20 กันยายน 2566) ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เชิญการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) มาชี้แจงและกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและต้องเป็นการดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

แต่ทั้งนี้การกำหนดอัตราเรียกเก็บค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4.45 บาทนั้น เป็นการคำนวณที่สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 65 และประกาศ กกพ. เรื่องกระบวนการ ขั้นตอนการใช้สูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ พ.ศ. 2565

แต่เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายปรับลดเรียกเก็บค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3.99 บาท เป็นผลให้เกิดส่วนต่างหน่วยละ 46 สตางค์ จำเป็นต้องให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง แบกรับภาระไปก่อนจนกว่าสถานการณ์พลังงานผ่อนคลายจึงเรียกเก็บคืนค่าไฟฟ้าคงค้างจากผู้ใช้ไฟฟ้าภายหลัง

ดังนั้น การปฏิบัติตามมติ ครม. ซึ่งเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงานที่กำหนดให้ ปตท.ปรับลดค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บจากกิจการผลิตไฟฟ้าซึ่งแต่เดิมกำหนดไว้ 323.37 บาทต่อล้านบีทียู เป็นไม่เกิน 304.79 บาทต่อล้านบีทียู

ในส่วนของ กฟผ. ซึ่งแบกภาระค่าไฟฟ้าคงค้าง (Accumulated Factor : AF) ก่อนหน้านี้รวมประมาณ 1 แสนกว่าล้านบาท และอยู่ระหว่างการเรียกเก็บคืนเงินคงค้างซึ่งอยู่ในค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 หน่วยละ 38.31 สตางค์นั้น

เมื่อ ครม.มีมติให้ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าเหลือเพียงหน่วยละ 3.99 บาท กฟผ.จึงต้องเว้นการเรียกเก็บคืนเงินคงค้างดังกล่าว โดยรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจะต้องเสนอราคาก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้ามายัง กกพ. เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 67 และสามารถเรียกเก็บค่าไฟฟ้าให้ได้หน่วยละ 3.99 บาท ตั้งแต่บิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนกันยายน 2566

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าไฟฟ้า ลดค่าไฟฟ้า