“เศรษฐา” มอบนโยบายตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมจัดโรดโชว์ต่างประเทศดึงนักลงทุน หวังยกระดับตลาดทุนไทยเป็นผู้นำในภูมิภาค แข่งกับตลาดหุ้น “สิงคโปร์-ฮ่องกง-เวียดนาม” ได้ “เผ่าภูมิ” ชี้รัฐบาลประกาศไม่เก็บภาษี 2 ตัวเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญ วงในเผยนายกฯ สั่งเพิ่มเวลาเทรดหุ้นด้วย
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้หารือกับกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และทีมงาน ถึงแนวทางการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนเพิ่มในตลาดหลักทรัพย์ฯของไทย ผ่านการจัด roadshow
“วันนี้เราต้องดำเนินการในเชิงรุก เพื่อแสดงให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯของเราก็มีความพร้อมและมีศักยภาพไม่แพ้ตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค” นายเศรษฐากล่าว
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการ รมว.คลัง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นายกฯได้มอบนโยบายให้ทาง ตลท. ไปเตรียมจัด roadshow ว่าจะดำเนินการอย่างไรที่จะยกระดับพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นผู้นำของภูมิภาค ซึ่งนายกฯอยากเห็นตลาดหุ้นไทยสามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นสิงคโปร์ ตลาดหุ้นฮ่องกง รวมถึงตลาดหุ้นเวียดนามได้
“ตอนนี้นายกฯให้นโยบายไป โดยตลาดหุ้นของเราก็คงต้องเริ่มจากทำตัวเองให้แข็งแรงก่อน แล้วก็ออกไปหาตลาด ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างทำแผน ก็จะทำให้ออกมาเร็วที่สุด สัปดาห์หน้าก็จะมีประชุมกันอีกครั้ง” นายเผ่าภูมิกล่าว
ส่วนจะมีจุดขายอะไรไปนำเสนอนั้น นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ก่อนอื่นตลาดหุ้นไทยก็ต้องมีต้นทุนที่ถูกลง โดยการที่รัฐบาลประกาศว่าจะไม่เก็บภาษีธุรกรรมการขายหุ้น (FTT) และภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้น (capital gain tax) ก็เป็นส่วนหนึ่ง ถือว่าเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญของตลาดหุ้นไทย
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า การหารือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการจัด roadshow เท่านั้น แต่มีเรื่องมิติอื่น ๆ ด้วย ทั้งเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ เรื่องตลาดโลก เป็นต้น ซึ่งคงต้องมีการพัฒนาในทุกมิติ
สำหรับเรื่องจะไป roadshow ประเทศใดบ้าง จะเป็นประเทศญี่ปุ่น ตามที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าจะไปพบนักลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ ในเดือน ธ.ค.หรือไม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาจัดทำแผนกันอยู่
“จริง ๆ แล้วก็ต้องทำให้สอดคล้องกันระหว่างเรียลเซ็กเตอร์กับไฟแนนเชียลเซ็กเตอร์ แต่ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างทำแผน และจะสรุปกันอีกที” นายเผ่าภูมิกล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เรียกผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯเข้าไปหารือที่กระทรวงการคลัง เพื่อให้นโยบายการจัด roadshow ในต่างประเทศ เพื่อดึงดูดนักลงทุน เนื่องจากประเทศไทยเผชิญภาวะกระแสเงินทุน (ฟันด์โฟลว์) ไหลออกค่อนข้างมาก ซึ่งแม้ว่าก่อนหน้านี้ ทางตลาดหลักทรัพย์ฯจะเพิ่งจัดงาน “ไทยแลนด์โฟกัส” ไป แต่เป็นช่วงจัดตั้งรัฐบาลยังไม่เรียบร้อย

“นายกฯยังให้ทางตลาดหลักทรัพย์ฯไปพิจารณา เกี่ยวกับการขยายเวลาเปิด-ปิดการซื้อขายหุ้นด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดโลก อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันก็มีการเทรดในบางโปรดักต์ที่อิงเวลาตลาดหุ้นต่างประเทศอยู่แล้ว” แหล่งข่าวกล่าว
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และกรรมการ ตลท. กล่าวว่า การขยายเวลาเทรดสามารถทำได้เลย แต่อาจจะเปิด-ปิดการซื้อขายตามเวลาเดิม ซึ่งเหมาะสมแล้ว เพียงแต่ไปขยายเวลาเทรดหลังช่วงปิดตลาดภาคเช้าที่เดิมจะหยุดเทรดประมาณ 2 ชั่วโมง ให้เหลือแค่ 1 ชั่วโมงได้ ซึ่งหมายถึงให้เริ่มเปิดตลาดภาคบ่ายเพื่อซื้อขายหุ้นช่วงเวลา 13.30 น. จากเดิม 14.30 น.
“แนวทางนี้อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมาก วอลุ่มก็คงเพิ่มอะไรไม่ได้มาก แต่ถ้าอยากทำ ก็ทำได้ ไม่มีอะไรยาก และทำได้เลย” นายไพบูลย์กล่าว
โดยในงานสัมมนา “ถอดรหัสลงทุน ก้าวข้ามวิกฤต #ChangeOrDie” จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายไพบูลย์สะท้อนว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นทศวรรษที่หายไป เนื่องจากดัชนี SET วิ่งเฉลี่ยอยู่แค่ประมาณ 1,536 จุด เป็นช่วง 10 ปีที่ตลาดหุ้นไทยสูญเสียผลตอบแทนจากการลงทุนไปมาก โดยผลตอบแทนหุ้นไทยเฉลี่ยต่อปีโตแค่ 6% ขณะที่อินโดนีเซียโต 61% และเวียดนามโตถึง 175%
“สาเหตุหลักเพราะเศรษฐกิจไทยมีปัญหา โตต่ำกว่าคู่แข่งทุกปี ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ที่เป็นคู่แข่งในเรื่องของตลาดเงิน ตลาดทุน เพราะแย่งทุนของไทยไปมาก โดย GDP ของไทยโตเฉลี่ยแค่ 1.9% แต่ GDP เวียดนามโต 6% อินโดนีเซียโต 4.3% และมาเลเซียโต 4.2%”
ซึ่งส่งผลให้ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยออกไปกว่า 9 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ไทยยังซ้ำเติมตัวเองด้วยการเลิกนโยบายสนับสนุนการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น คือ เลิกกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่เคยสร้างเม็ดเงินเข้ามาในตลาดหุ้นจำนวนมาก