นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท หรือ “เติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต” กลายเป็นวิวาทะที่มีการตอบโต้กันไปมา ระหว่างผู้เห็นด้วยและผู้เห็นต่าง ซึ่งขยายวงกว้างออกไปทุกที
ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับ “แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง” บอกว่าปมหลัก ๆ เลยที่ทำให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต ที่มี “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมช.คลัง เป็นประธาน ต้องเลื่อนประชุมแล้วเลื่อนประชุมอีก เนื่องจากยังมีความไม่ชัดเจนใน 3 ประเด็นหลัก ๆ
“ประเด็นแรก” ซึ่งสำคัญมาก ก็คือเรื่อง “แหล่งเงิน” ที่แม้รัฐบาลยืนยันว่า สุดท้ายแล้วจะเป็นการใช้ “งบประมาณ” ทั้งหมด แต่ระหว่างนี้ก็ต้องยอมรับว่า ต้องมีการบริหารจัดการด้วยการ “หยิบยืม” มาจากรัฐวิสาหกิจ ที่ว่ากันว่าจะเป็นธนาคารออมสิน อันเป็นแนวทางดำเนินการตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ ล่าสุด “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุว่า อาจจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่ว่าออมสินมีสภาพคล่องไม่พอ แต่เป็นเรื่องข้อจำกัดของกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้ออมสินปล่อยกู้ให้รัฐบาลได้ เพราะตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ออมสิน กำหนดวัตถุประสงค์เอาไว้ว่า ให้ทำกิจการใดบ้าง
ซึ่งก็เหมือนกับธนาคารพาณิชย์ รับฝากเงิน ปล่อยกู้ ซื้อขายพันธบัตร ลงทุน ไม่มีข้อไหนที่ให้รัฐบาลกู้เงินได้ แต่หากจะทำกิจการอื่น ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)
“ซึ่งเมื่อไปดูใน พ.ร.ฎ.กำหนดกิจการพึงเป็นงานธนาคาร ระบุกิจการไว้ 13 ข้อ ลงรายละเอียดไปจนถึงธุรกิจเงินตราต่างประเทศ การออกบัตรเครดิต ที่ปรึกษาการเงิน แต่ก็ไม่มีข้อไหนเลยที่เข้าข่ายจะตีความว่านำเงินให้รัฐบาลกู้ยืมได้ ถ้าไม่เชื่อลองถามกฤษฎีกาดูก็ได้ ความหวังที่จะใช้เงินออมสินมาเป็นแหล่งเงินของโครงการดิจิทัลวอลเลต ก็คงต้องจบลงแค่นี้ ยกเว้นแต่ว่าจะมีการแก้กฎหมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียทีเดียว แต่ก็ไม่ควรทำ”
นอกจากนี้ “ศิริกัญญา” ยังชี้ว่า อีกแนวทางคือ การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน แต่ก็คงทำไม่ได้ เพราะไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ขณะที่งบประมาณปี 2567 ก็มีจำกัด และต้องกระจายไปหลายกระทรวง
“หรือว่า digital wallet จะถึงทางตัน…?” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกต
ขณะที่ “ประเด็นที่สอง” เรื่อง “การพัฒนาระบบ” ก็ยังต้องรอความชัดเจน โดยที่ผ่านมา “จุลพันธ์” ในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ ระบุว่า ได้มอบให้ “สมาคมธนาคารของรัฐ” ไปพิจารณา
ลำพังหากแจกเงินผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ที่มีอยู่แล้ว และผ่านการพัฒนามาเป็นลำดับ มีการยืนยันตัวตนคนไทยไว้ถึง 40 ล้านคน ก็คงทำได้ไม่ยาก แต่รัฐบาลตั้งโจทย์ว่าจะใช้บล็อกเชน และทำแอปพลิเคชั่นใหม่ โดยจะปั้นให้เป็น “National Super App.” ทำให้อาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนา และขณะนี้ก็ยังไม่ได้ฟันธงว่าจะให้ใครเป็นผู้พัฒนา
อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่าคงหนีไม่พ้น “ธนาคารกรุงไทย” ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาแอป “เป๋าตัง” มาอยู่แล้ว รวมถึงกรุงไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมแบงก์รัฐด้วยเช่นกัน
ส่วน “ประเด็นที่สาม” ก็คือ “ขั้นตอนการดำเนินการ” ที่ยังไม่เคลียร์เช่นกัน ซึ่งทางอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ คงจะทำเป็นทางเลือกไว้ เพื่อให้คณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ตัดสินใจอีกที
ทั้งนี้ คาดว่าอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ จะประชุมเพื่อหาข้อสรุปในแต่ละเรื่อง ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ ซึ่งจะสร้างความชัดเจนได้แค่ไหน ต้องติดตามกันต่อไป