อินเดียวิกฤต “ว่างงาน” พุ่ง บทพิสูจน์ “โมดี” ก่อนเลือกตั้ง
เกือบ 4 ปีภายใต้การบริหารประเทศของ “นเรนทรา โมดี” นายกรัฐมนตรีแห่งอินเดีย คำมั่นที่สำคัญที่สุดต่อประชาชนก็คือ “การสร้างงาน 10 ล้านตำแหน่งทุกปี” ด้วยการชูโปรเจ็กต์ยักษ์อย่าง “Make in India” เชื่อว่าจะช่วยสร้างงานได้ถึง 100 ล้านตำแหน่ง แต่จากผลการสำรวจของ “อินเดีย ทูเดย์” ที่ทำงานร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม
ชาวอินเดียถึง 63% จาก 200 เมืองทั่วประเทศ ลงความเห็นว่า “รัฐบาลนเรนทรา โมดี ล้มเหลวในความพยายามสร้างงานมากที่สุดในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา”
สำนักข่าวอินเดีย ทูเดย์ รายงานว่า หนึ่งในความเจ็บปวดที่สุดของประชากรชาวอินเดียกว่า 1,300 ล้านคนในปัจจุบันคือ มีตำแหน่งงานไม่เพียงพอกับจำนวนประชากร อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าปัญหาว่างงานจะเพิ่มขึ้นแซงหน้าประเทศจีนในอีก 32 ปีด้วย แม้ว่ารัฐบาลได้ประกาศวิสัยทัศน์ของโปรเจ็กต์ “Make in India”
โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนของอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศเป็น 25% ของ GDPเพื่อให้มีการสร้างงาน 100 ล้านตำแหน่งตามสัญญา
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าของการพัฒนาโครงการดังกล่าวกลับล่าช้าเกินเหตุ เนื่องจากกฎระเบียบหลายอย่างที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีความแตกต่างกันในแต่ละรัฐ เห็นได้จากอันดับความง่ายในการทำธุรกิจของประเทศอินเดียอยู่ที่ 130 จาก 190 ประเทศทั่วโลกประจำปี 2017
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติอินเดียระบุว่า ในระหว่างปี 2014-2016 รัฐบาลสามารถสร้างงานได้เพียง 641,000 ตำแหน่งงาน ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำมาก
หากดูจากสถิติของกรมแรงงานอินเดียที่ระบุว่า ในทุก ๆ เดือนมีชาวอินเดียทั้งหญิงและชายมากถึง 1 ล้านคนที่กำลังมองหางานและเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงจำนวนผู้ว่างงานที่ล้นทะลักเกินเยียวยาในปัจจุบัน หลังจากที่มีรายงานว่าชาวอินเดียกว่า 25 ล้านคน ซึ่งมากกว่าประชากรทั้งประเทศออสเตรเลีย แห่มายื่นใบสมัครเพื่อเข้าทำงานในการรถไฟของอินเดีย ที่ประกาศรับสมัครงานประมาณ 90,000 อัตรา ตามแผนพัฒนาของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับความปลอดภัยและความทันสมัยของเครือข่ายรถไฟทั้งประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก
โดยเหตุการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ในรัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่เสมียน 386 อัตรา แต่มีผู้สมัครสอบเข้าแข่งขันสูงถึง 2.3 ล้านคน
และที่น่าตกใจมากกว่าคือ ตำแหน่งดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติวุฒิการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา แต่ในจำนวนผู้สมัครมีผู้ที่จบปริญญาตรีถึง 150,000 คน ปริญญาโท 25,000 คนและระดับปริญญาเอก 255 คน
ขณะที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ประเมินว่า ในปี 2018 จำนวนประชากรที่ว่างงานในอินเดียจะเพิ่มขึ้น 3.5% อยู่ที่ 18.6 ล้านคน และ 18.9 ล้านคนในปี 2019 เทียบกับปี 2017ผู้ว่างงานอยู่ที่ 18.3 ล้านคน เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องตระหนักถึงทิศทางการบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก ILO ระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปในอินเดียที่จะมีขึ้นในปี 2019 หากรัฐบาลไม่สามารถชุบความเชื่อมั่นของประชาชน และสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ได้ หนทางที่จะชนะอีกครั้งของพรรคภารติยะ ชนตะ (BJP) ภายใต้การนำของนายโมดี คงมีแรงต้านเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ทั้งนี้ นายอาร์เธอร์ เมลวิน ออกัน นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของ GDP กับปัญหาการว่างงานว่า หากอัตราว่างงานเพิ่มขึ้น 1% นั่นหมายถึงผลกระทบต่อจีดีพี 2% หรือน้อยกว่านั้น
พร้อมวิเคราะห์ว่า ปัญหาการว่างงานของชาวอินเดียไม่ได้เฉพาะเจาะจงเพียงแรงงานไม่มีทักษะเท่านั้น แต่หมายรวมถึงกลุ่มแรงงานทักษะสูงด้วย
โดยจะเห็นว่าหลายปีที่ผ่านมากลุ่มแรงงานทักษะสูงต้องพยายามดิ้นรนเพื่อไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศยุโรป และสหรัฐอเมริกา ทว่ากระแสการต่อต้านผู้อพยพที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้กระบวนการคัดกรองคนต่างชาติเข้มงวดขึ้นมากกว่าอดีต
อีกทั้งบทวิเคราะห์ของสหประชาชาติ (UN) เมื่อเร็ว ๆ นี้ระบุว่า “เอเชีย” จะกลายเป็นภูมิภาคที่มีคลื่นผู้อพยพรวมถึงกลุ่มแรงงานมีทักษะชาวต่างชาติเข้ามามากที่สุด โดย 1 ใน 10 ชาติ ที่มีประชากรย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศมากที่สุด คือ “อินเดีย” ด้วยจำนวนมากกว่า 16.6 ล้านคนในปี 2017
ด้วยปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียดีขึ้น รวมถึงหลายประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ และสำหรับประเทศที่แรงงานอินเดียเข้ามามากขึ้น ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และประเทศไทย