อินเดีย-อาเซียนสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้น
คอลัมน์ เลียบรั้วเลาะโลก
โดย โทนี่ คริปส์ ธนาคารเอชเอสบีซี สิงคโปร์
ตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ แม้ว่าจีนอาจจะครอบงำหัวข่าว แต่นักลงทุนต่างชาติและบริษัทข้ามชาติให้ความสนใจอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็น 2 ยักษ์ใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่ขยายตัวเร็ว
อินเดียมีประชากรคิดเป็นร้อยละ 18 ของประชากรโลก และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 7.6 ในปี 2559 ในขณะเดียวกัน อาเซียน (ASEAN) ซึ่งประกอบด้วย 10 ชาติสมาชิก มีจีดีพีคิดเป็น 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีประชากรรวมกัน 630 ล้านคน ทั้งอินเดียและอาเซียนมีประชากรชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรสนิยมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปจากการมีรายได้สูงขึ้น
ประการที่ 2 กลุ่มเศรษฐกิจนี้ (economic blocs) เป็นเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาเหมือนกัน อาจมีคนคิดว่าอินเดียและอาเซียนกำลังแข่งขันกันในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ที่จริงแล้วอินเดียและอาเซียนเชื่อว่าความร่วมมือเป็นเรื่องที่ฟังดูเข้าทีและมีเหตุผล
ดังเช่น การประชุม ASEAN Business Forum ที่จัดขึ้นที่กรุงมะนิลาเมื่อเดือนพฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีของอินเดีย นเรนทรา โมดี กล่าวว่า นโยบายปฏิบัติการตะวันออก (Act East Policy) ของอินเดีย กำหนดให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนนโยบาย โดยให้คำมั่นว่าจะยกระดับความสัมพันธ์ทางธุรกิจและเศรษฐกิจของอินเดียกับอาเซียนไปสู่ความสัมพันธ์อันเป็นเลิศที่เชื่อมโยงทางการเมืองและระดับประชาชนกับประชาชนเข้าด้วยกัน
ปัจจุบัน อาเซียนเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 4 ของอินเดีย คิดเป็นร้อยละ 10 ของการค้ารวมของอินเดีย ขณะที่อินเดียเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 7 ของอาเซียน การค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียน-อินเดียจึงเชื่อได้ว่าจะทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากทั้งสองกลุ่มเศรษฐกิจได้กำหนดเป้าหมายมูลค่าการค้าสองทางไว้ที่อย่างน้อย 200 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2565
ความร่วมมือระหว่างอินเดีย-อาเซียนกำลังขยายขอบเขตไปในภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงโครงการปรับปรุงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน โครงการริเริ่มเชิงกลยุทธ์และดีลธุรกิจ อย่างเช่น
-โครงการทางหลวง India-Myanmar-Thailand-Trilateral Highway ที่เชื่อมระหว่างอินเดียกับไทยผ่านเมียนมา กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2562
-สิงคโปร์กำลังร่วมกับรัฐอานธรประเทศ (Andhra Pradesh) พัฒนาเมืองหลวงใหม่ของรัฐทางตอนใต้ของอินเดีย และต่อยอดความสำเร็จนวัตกรรมฟินเทค
-การเดินทางเยือนเมืองเชนไน (Chennai) และนิวเดลี (New Delhi) เมื่อต้นปี 2560 ของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียนาจิบ ราซัค นำไปสู่การลงนามข้อตกลงการค้ารวมมูลค่า 32 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการลงทุนและพัฒนาภาคบริการ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการศึกษา
ทั้งนี้ ความสำเร็จที่ต่อเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างอินเดีย-อาเซียนส่วนหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับความพร้อมของทั้งสองฝ่ายในการลดอุปสรรคทางการค้าและทางธุรกิจ
สาระสำคัญในขณะนี้อยู่ที่ความสมบูรณ์ของความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) โดยข้อตกลง RCEP ซึ่งผลักดันโดยอาเซียน ประกอบด้วยภาคีสมาชิกหลายประเทศรวมทั้งอินเดียและจีน และจะครอบคลุมถึงร้อยละ 50 ของประชากรโลก
เมื่อเร็ว ๆ นี้อินเดียได้แสดงท่าทีสนับสนุนข้อตกลง RCEP โดยยืนยันจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสูงสุดถึงร้อยละ 80 แลกกับการเข้าถึงตลาดภาคบริการของภาคีสมาชิก RCEP อื่น ๆ ได้มากขึ้น และการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยเสรี ซึ่งจะช่วยเปิดศักยภาพการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญสำหรับภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับไอทีของอินเดียที่กำลังมาแรง ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 48 ของการส่งออกรวม โดยในภาพรวม การให้สัตยาบันรับรองข้อตกลง RCEP น่าจะกระตุ้นการส่งออกของภาคีสมาชิกให้ขยายตัวได้ร้อยละ 4 ในระยะยาว
อินเดียและอาเซียนอาจจะไม่ได้รับความเกื้อหนุนทางด้านเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือจีน แต่ทั้ง 2 กลุ่มเศรษฐกิจนี้กำลังจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจโลก ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นจะช่วยให้ทั้งอินเดียและอาเซียนได้รับความสำคัญในเวทีระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น