ดอลลาร์สหรัฐมีแรงเข้าซื้อ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
ธนบัตร U.S.dollar banknotes
ดอลลาร์สหรัฐมีแรงเข้าซื้อ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากปัญหาความตึงเครียดในทะเลแดง ทำให้ตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงันด้านอุปทานน้ำมัน ขณะที่ข้อมูลของ CME FED Watch Tool ชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนักกว่า 70% ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม
วันที่ 16 มกราคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 16 มกราคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/1) ที่ระดับ 35.09/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคารที่ (15/1) ที่ระดับ 34.94/95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ระดับ 102.85 โดยข้อมูลของ CME FED Watch Tool พบว่านักลงทุนให้น้ำหนักกว่า 70% ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมีนาคม
แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแรงเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จากปัญหาความตึงเครียดในทะเลแดง ซึ่งทำให้ตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงันด้านอุปทานน้ำมัน หลังจากที่สหรัฐและอังกฤษใช้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีกลุ่มกบฎฮูตีในเยเมน ในขณะที่นักลงทุนพยายามประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มต้นปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด
สำหรับปัจจัยในประเทศ นางรัตเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (16 ม.ค.) มีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงิน 3.6 ล้านล้านบาท และการปรับปรุงปฏิทินงบฯปี 2568 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ
สำหรับรายละเอียดและกรอบวงเงินโครงสร้างงบประมาณที่ ครม.ให้ความเห็นชอบเป็นไปตามกรอบการคลังระยะปานกลาง (2568-2571) โดยในปีงบประมาณ 2568 เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2567 วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.45%
โดยมีสามาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 คือ รายจ่ายประจำ 2,713,700 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดเชยการคลัง (ไม่มีรายจ่ายในรายการนี้ หลังจากที่ปี 2567 มีการตั้งงบประมาณส่วนนี้ไว้ 118,361.1 รายจ่ายลงทุนจำนวน 742,300 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20.62% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 และรายจ่ายเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้จำนวน 144,000 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ทั้งสิ้น 25,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.7% และคิดเป็นสัดส่วน 4% ของวงเงินงบประมาณ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เคยจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ไว้ 3.4% ในปี 2567
ทั้งนี้รายได้สุทธิ รัฐบาลคาดการณ์รายได้ไว้ที่ 2.887 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 1 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.59% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 335.09-35.42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.41/42 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/1) ที่ระดับ 1.0915/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (15/1) ที่ระดับ 1.0944/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนายโรเบิร์ต โฮลซ์แมนน์ สมาชิกคณะกรรมการควบคุมนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า ECB อาจไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี 2567
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนดีดตัวขึ้น 2.9% ในเดือน ธ.ค. โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน ขณะที่เป้าหมายเงินเฟ้อของ ECB อยู่ที่ระดับ 2% นอกจากนี้สำนักงานสถิติของรัฐบาลเยอรมนี (FSO) รายงานในวันที่ (15 ม.ค.) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เยอรมนีหดตัว 0.3% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 และหดตัว 0.3% ตลอดปี 2566 ซึ่งตัวเลข GDP ตลอดทั้งปีที่ลดลงสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
ทั้งนี้ในระหว่างวันยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0884-1.0951 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0884/88 ดอลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับปัจจัยทางด้านเอเชีย ธนาคารกลางจีนประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ระยะ 1 ปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของจีนเอาไว้ที่ระดับ 2.50% ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวลง 0.10% สู่ระดับ 2.40% เพื่อรับมือกับภาวะเงินฝืดและกระตุ้นการปล่อยกู้เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/1) ที่ระดับ 145.97/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (15/1) ที่ระดับ 145.67/68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (PPI) ในช่วงเช้าวันนี้ (16/01) โดย PPI เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ซึ่งขยายตัวอยู่ที่ 0.0% ในเดือน ธ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ -0.3% แต่ต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่ 0.3%
นอกจากนี้ดัชนีราคาสินค้าภาคเอกชน (CGPI) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้วัดราคาที่บริษัทแต่ละแห่งเรียกเก็บจากบริษัทอื่น ๆ สำหรับสินค้าและบริการ และถือเป็นอัตราเงินเฟ้อสำหรับภาคค้าส่ง ทรงตัวในเดือน ธ.ค.เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับขึ้น 0.3% ในเดือน พ.ย. และอยู่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในตลาดที่ -0.3% โดยอัตราเงินเฟ้อของเดือน ธ.ค.นี้ชะลอตัวลงเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน และถือเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2565
ทั้งนี้ รายงานตัวเลขนี้บ่งชี้ว่า อัตราเงินเฟ้อของผู้บริโภคญี่ปุ่นอาจจะชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งอาจจะส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ต่อไปได้ โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.54/146.63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 146.55/56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์กเดือน ม.ค. (16/01), ยอดค้าปลีกเดือน ธ.ค. (17/01), การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค. (17/01), ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน (18/01), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค. (19/01), ยอดขายบ้านมือสองเดือน ธ.ค. (19/01)
อัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.35/-9.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.9/-5.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ