เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
Real Estate ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
‘ไลฟ์ สุขุมวิท-พระราม 4’ คอนโดฯ วิวโค้งน้ำบางกะเจ้า
Real Estate ‘ไลฟ์ สุขุมวิท-พระราม 4’ คอนโดฯ วิวโค้งน้ำบางกะเจ้า
ตลาดงูบอลไพธอนโตไม่หยุดแพงสุดหลักล้าน ส่งขายอินเดีย เวียดนาม
Biz Movement ตลาดงูบอลไพธอนโตไม่หยุดแพงสุดหลักล้าน ส่งขายอินเดีย เวียดนาม
ธอส.อุ้มภาคอสังหาฯมองตลาดพ้นจุดต่ำสุด ‘ลดค่าโอน-จดจำนอง’ หนุน
Finance ธอส.อุ้มภาคอสังหาฯมองตลาดพ้นจุดต่ำสุด ‘ลดค่าโอน-จดจำนอง’ หนุน
TG x Bath & Bloom ชวนสูด ‘กลิ่นไทย’ บนเครื่องบิน
Business TG x Bath & Bloom ชวนสูด ‘กลิ่นไทย’ บนเครื่องบิน
ดูทั้งหมด

ธ.ก.ส. ประเดิมซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ชวนแบงก์รัฐและพาณิชย์ ร่วมโครงการ

07 ก.พ. 2567 | 14:55น.
ฉัตรชัย ศิริไล

ธ.ก.ส. เปิดโครงการ BAAC Carbon Credit ซื้อ-ขาย คาร์บอนเครดิต นำร่อง จ.ขอนแก่น จำนวน 400 ตันคาร์บอน มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท พร้อมชวนธนาคารรัฐและพาณิชย์ บริษัทจดทะเบียน ซื้อขายคาร์บอนเครดิต พร้อมเริ่ม ไตรมาสที่ 2 ปีบัญชี 67

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นประธานเปิดโครงการ BAAC Carbon Credit และการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย นำร่องชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และบ้านแดง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 400 ตันคาร์บอน (ที่ได้รับการรับรองปริมาณการกักเก็บคาร์บอนเครดิต เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566)

โดย ธ.ก.ส. รับซื้อในราคากึ่ง CSR ตันละ 3,000 บาท คิดเป็นเงินรวม 1.2 ล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกษตรกรในชุมชนจะมีรายได้ 842,100 บาท เพื่อสนับสนุนชุมชนในการดูแลสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์เป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ในปี ค.ศ. 2065

นายฉัตรชัยกล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปีบัญชี 67 ก็มีแผนที่จะนำโครงการ BAAC Carbon Credit นี้นำเสนอเชิญชวนให้ทั้งกลุ่มธนาคารรัฐ-พาณิชย์ บริษัทเอกชน ทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศและไม่จดทะเบียน หากมีองค์กรใดสนใจจะทำการซื้อคาร์เครดิต กับชุมชนธนาคารต้นไม้ที่ ธ.ก.ส. ดูแล ทาง ธ.ก.ส. ก็พอเป็นตัวกลางช่วยอำนวยความสะดวกให้

และในอนาคตหากมีองค์กรอื่น ๆ เข้ามาดำเนินโครงการในลักษณะนี้ ทาง ธ.ก.ส. ก็มีความยินดี เพราะมองว่า ยิ่งมีโครงการแบบนี้เยอะเท่าไหร่ เม็ดเงินที่ได้ก็ยิ่งกระจายสร้างรายได้ให้เกษตรกรเร็วขึ้น

“เราเชื่อว่าการที่ ธกส. มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจริงในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นตัวอย่างให้องค์กรใหญ่ๆ เห็นทิศทางการบริหารจัดการคาร์บอนมากกว่าแค่การจัดการบริหารลดการใช้พลังงานในองค์กร และเชื่อว่าราคาที่ ธ.ก.ส. ซื้อขายในครั้งนี้ จะเป็นพื้นฐานให้องค์กรต่าง ๆ ซื้อขายคาร์บอนเครดิตไม่ลดต่ำไปกว่านี้” ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าว

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการธนาคารต้นไม้ จนปัจจุบันมีชุมชนธนาคารต้นไม้ 6,814 ชุมชน มีสมาชิก 124,071 คน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนในโครงการกว่า 12.4 ล้านต้น มูลค่าต้นไม้กว่า 43,000 ล้านบาท และการยกระดับไปสู่ชุมชนไม้มีค่า มีการนำต้นไม้ที่ปลูกมาแปลงเป็นสินทรัพย์ เพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินและนำมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส. สมาชิกในชุมชนมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากต้นไม้/ป่าไม้ ปีละ 116 ล้านบาท และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับชุมชนที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

ด้านหลักการคิดคำนวณต้นไม้ 1 ต้น ช่วยสร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ย 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ซึ่งพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ได้เฉลี่ย 100 ต้น/ไร่ จะได้ปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ณ ราคาขายกึ่ง CSR 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน (อัตราคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 70 : 30) กล่าวคือ เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าขึ้นทะเบียนต้นไม้ในแต่ละต้น การตรวจนับและประเมิน การออกใบรับรอง เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 30 ของมูลค่าการขาย

ดังนั้น เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายที่ร้อยละ 70 ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี

โดยปัจจุบันมีชุมชนที่ได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกและได้รับใบประกาศเกียรติคุณ LESS จาก อบก. แล้ว 84 ชุมชน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บได้กว่า 2.7 ล้านตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนเงินทุนให้กับชุมชนธนาคารต้นไม้ในการกักเก็บคาร์บอนแล้ว จำนวนกว่า 3.8 ล้านบาท

นายฉัตรชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ธ.ก.ส. พร้อมขยายผลการสร้างคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไปยังชุมชนที่เข้าร่วมโครงการธนาคารต้นไม้ โดยสนับสนุนการปลูกป่าเพิ่มในที่ดินของตนเองและชุมชน ปีละประมาณ 108,000 ต้น ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะนำมาซื้อ ขายได้กว่า 510,000 ตันคาร์บอน ภายใน 5 ปี