Skip to content

เปิดมุมคิด “วิทัย รัตนากร” ปลดหนี้-ลดดอกเบี้ย อุ้มคนจน

10 ก.พ. 2567 | 15:09น.
เปิดมุมคิด “วิทัย รัตนากร” ปลดหนี้-ลดดอกเบี้ย อุ้มคนจน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

“ตอนที่บอกว่าจะทำโซเชียลแบงก์ ก็มีคนถามว่า แล้วฝั่งคอมเมอร์เชียลไม่ทำแล้วใช่ไหม แบงก์จะเจ๊งไหม แต่พอมันลงตัว ก็ไปต่อได้ แล้วไม่มีใครในองค์กรมาต่อต้าน ว่าโซเชียลแบงก์เราอย่าทำเลย มีแต่คนสนับสนุน” คำกล่าวของ “วิทัย รัตนากร” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เล่าย้อนให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังในการให้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงเมื่อครั้งเข้ามาเริ่มทำงานในตำแหน่งสูงสุดของแบงก์ออมสินใหม่ ๆ เมื่อกว่า 3 ปีก่อน

ช่วยลูกหนี้โควิด 8 แสนราย

“สมัยเด็ก ผมคิดว่าถ้าจะทำอะไรให้มีอิมแพ็กต์ ช่วยคนได้ ต้องเป็นนักการเมือง เพราะนักการเมืองสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ แต่พอทำงาน โตขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็พบว่า เราไม่ได้เหมาะกับการเล่นการเมือง คือ ทุกคนไม่ได้เหมาะกับการเล่นการเมือง แล้วพอมาเป็นซีอีโอแบงก์ออมสิน ก็เห็นว่าที่นี่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ผมช่วยคนได้”

“วิทัย” ยกตัวอย่างถึงการช่วยเหลือประชาชนว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธนาคารออมสินก็เพิ่งปลดหนี้ให้คนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปทีเดียวกว่า 6.3 แสนคน ซึ่งเมื่อถึงเดือน พ.ค.นี้จะเพิ่มเป็นกว่า 8 แสนคน โดยคนเหล่านี้จะไม่มีสถานะเป็นเอ็นพีแอล (หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ไม่ต้องมีประวัติติดในเครดิตบูโรถึง 8 ปี ปิดบัญชีเลย

ขณะที่รัฐบาลไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ซึ่งมาจากแค่การเปลี่ยนวิธีคิด จากนำเงินที่รัฐบาลชดเชยให้กรณีเป็นเอ็นพีแอล มาจ่ายหนี้แทน ซึ่งจะทำเพียงครั้งเดียว เพราะเป็นการช่วยคนที่เจอผลกระทบจากโควิด คนที่ตกงาน ไม่มีรายได้ และที่ผ่านมา ธนาคารก็ตามหนี้จนสุดทางแล้ว แต่ลูกหนี้เหล่านี้ก็จ่ายไม่ได้ เพราะขาดรายได้

“ตอนนั้น รัฐบาลให้ออมสินกับ ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ปล่อยกู้ ออมสินปล่อยไปประมาณ 2 ล้านคน ธ.ก.ส.ประมาณ 3 แสนคน คนละ 10,000 บาท รัฐบาลค้ำประกันให้ 50% ก็คือค้ำ 10,000 ล้านบาท พอจบโครงการมีหนี้เสียกว่า 5,700 ล้านบาท ต่ำกว่าที่ประมาณการ ข้างหนึ่งประมาณ 1.2 ล้านคน ใช้หนี้ได้หมด คนเหล่านี้จากที่ไม่เคยมีประวัติทางเครดิต ก็มีประวัติ มีเครดิต ผ่อนดีมา 3 ปี เดี๋ยวเรามีสินเชื่อเติมให้

ส่วนอีกข้าง ก็ไม่ได้เป็นหนี้เสียทั้ง 10,000 บาท บางคนก็ 3,000 บาท บางคนก็ 5,000 บาท ตอนแรกเราก็ใช้วิธี เช่น ให้จ่ายแค่ 100 บาทต่องวด ไม่คิดดอกเบี้ยใหม่ แล้วหลุดเลย แต่สุดท้าย ก็ยังจ่ายไม่ได้ประมาณ 8 แสนคน รัฐบาลก็ตั้งงบประมาณไว้ชดเชยให้ 5,700 ล้านบาท แต่ทยอยจ่าย ซึ่งได้เงินมาแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท เราก็ดูแล้ว ก็เปลี่ยนวิธีคิดเลย ทำให้คนหลุดจากเอ็นพีแอล 1.1 ล้านคน”

ดอกเบี้ยนโยบายควรลดลง

นอกจากนี้ การที่ธนาคารออมสินลดดอกเบี้ย MRR ไปเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา “วิทัย” กล่าวว่า ก็เนื่องจากต้องการช่วยลูกค้ารายย่อย ซึ่งพิจารณาแล้วมีช่องที่พอจะลดได้ ภายใต้ขีดความสามารถที่ทำได้ โดยในส่วนของดอกเบี้ยนโยบายนั้น เห็นว่าควรจะลดลง เพื่อช่วยให้คนจน ธุรกิจเอสเอ็มอี ลืมตาอ้าปากได้บ้าง ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการพิจารณา

“เราเปลี่ยนวิธีคิดได้ไหม นอกจากจะดูในเชิงมหภาค ดูการเติบโตของจีดีพีแล้ว มาดูปัญหาด้านการกระจายรายได้ หรือดูลงมาที่ระดับบุคคลบ้างได้ไหม เพราะสุดท้าย คือ ต้องการให้คนกินดีอยู่ดี เพราะถ้าดอกเบี้ยนโยบายลด 0.25% ปุ๊บ จะช่วยตัดเงินต้นเพิ่มทันที เนื่องจากดอกเบี้ยลดลง ฉะนั้น หนี้ครัวเรือนก็จะลงทันที คนก็จะลืมตาอ้าปากกันได้”

ดึง BAM ร่วมทุนตั้ง AMC

สำหรับแนวทางการร่วมทุนจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (JV AMC) “วิทัย” กล่าวว่า ออมสินได้คุยกับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ว่าจะร่วมทุนกันจัดตั้ง JV AMC ขึ้นมา ถือหุ้นฝ่ายละ 50% เนื่องจากเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของรัฐด้วยกัน แต่การที่ไม่ได้จับกับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เนื่องจาก SAM ไม่ได้ทำรายย่อย ขณะที่ BAM กำลังจะทำ จะขยายมารายย่อย มีการวางระบบไว้หมดแล้ว

“คนกู้มา 3 หมื่นบาท 5 หมื่นบาท 7 หมื่นบาท หรือ 1 แสนบาท โดยหลักพวกนี้เราไม่ฟ้องเขาอยู่แล้ว เพราะว่าไม่คุ้มค่าฟ้อง แล้วยิ่งถ้าเป็นสินเชื่อตามนโยบายรัฐ ยิ่งฟ้องไม่ได้อยู่แล้ว ประเด็นคือ คนกลุ่มที่เราไม่ฟ้อง และไม่จ่ายหนี้ แบงก์มีหน้าที่ส่งประวัติไปเครดิตบูโร 5 ปี หลังจากนั้นเครดิตบูโรจะเก็บประวัติไว้อีก 3 ปี รวมเป็น 8 ปี ทำให้คนเหล่านี้กู้ไม่ได้เลย”

อย่างไรก็ดี การที่ไม่ขายหนี้ดังกล่าวให้กับ AMC ที่มีอยู่แล้วแทนที่จะเป็น JV AMC ที่ตั้งขึ้นใหม่ เนื่องจากหนี้เสียที่ออมสินมีอยู่ เป็นคลีนโลน ซึ่งขายไม่ได้ราคา ถูกดิสเคานต์มาก ทำให้คณะกรรมการธนาคารก็ไม่กล้าอนุมัติขาย แบงก์รัฐไม่มีใครกล้า ก็ไปต่อไม่ได้เลย ทุกคนติดอย่างนี้หมด

“แนวความคิดก็คือ เอาพวกนี้ขายเข้า JV AMC เป็นรัฐต่อรัฐ ขายในราคาประเมิน แล้วก็เก็บหนี้ประมาณหนึ่ง รีเทิร์นสมมุติ 15% จบแล้ว เลิกเลย ทำแบบกำไรน้อย ๆ ช่วยคนมาก ๆ ก็จะช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยได้ รวม ๆ กันแล้ว ก็อีกหลายแสนคน” ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าว