Skip to content

GC ปี’66 กวาดรายได้ 6.1 แสนล้าน จ่อลงทุน 150 ล้านเหรียญ ปั๊มยอดขาย 7%

16 ก.พ. 2567 | 17:30น.
GC ปี’66 กวาดรายได้ 6.1 แสนล้าน จ่อลงทุน 150 ล้านเหรียญ ปั๊มยอดขาย 7%

GC ประกาศผลการดำเนินงาน ปี 2566 กวาดรายได้ 616,635 ล้านบาท พลิกทำกำไร 999 ล้านบาท ฝ่าเทรนด์ปิโตรเคมีขาลง ‘คงกระพัน’ เผยทิศทางการดำเนินงาน ปี 2567 ปั๊มยอดขายปริมาณเพิ่มขึ้น 7% ทุ่มลงทุน 150 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อยอดบิ๊กโปรเจ็กต์ 3 โครงการ เดินหน้าธุรกิจ Low Carbon พร้อมชวนทุกคนมาเป็น “GEN S คนเจนใหม่หัวใจยั่งยืน”

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ประกาศผลการดำเนินงาน ปี 2566 พลิกกลับมาทำกำไรสุทธิ 999 ล้านบาท เผยทิศทางการดำเนินงาน ปี 2567 ดำเนินกลยุทธ์เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง สร้างรากฐานแข็งแกร่ง ในวันที่เศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัว ต่อยอดธุรกิจ Low Carbon สร้างความแตกต่างและผลตอบแทนทางธุรกิจสู่เป้าหมาย Net Zero

ผลการดำเนินงาน ปี 2566

ผลการดำเนินงาน ของ GC ในปี 2566 มีรายได้จากการขายรวม 616,635 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 9% จากราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมีปรับลดลงในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ สะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

อย่างไรก็ดี บริษัท ยังคงมีผลกำไรสุทธิรวม 999 ล้านบาท (0.22 บาท/หุ้น) ด้วยการมุ่งเน้นทำสิ่งที่ควบคุมได้ ดำเนินการมาตรการภายในอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ

“ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจปิโตรเคมีโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะอ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความกดดันจากปัจจัยทั้งด้านภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ปลายทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และการเริ่มดำเนินการของกำลังการผลิตใหม่ในตลาด โดยเฉพาะจากประเทศจีน”

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ มากรักษากำไรสุทธิไว้ได้ เป็นผลจากการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง จากการดำเนินงานโครงการ MAX, dEX, MTPi, FiT และการลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานเพิ่มเติมจากที่ควบคุมในแผนงบประมาณ (OPEX Saving) ซึ่งช่วยเพิ่มผลกำไร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,900 ล้านบาท

ทั้งยังได้ จับมือ กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA) ยกระดับบริษัท จีซี โลจิสติกส์ โซลูชั่นส์ จำกัด (GCL) บริษัทใน GC Group เป็นบริษัทโลจิสติกส์ครบวงจร เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ โดยการขายหุ้น GCL สัดส่วนร้อยละ 50 ให้กับ WHA คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,640 ล้านบาท โดยมีกำไรพิเศษที่เกี่ยวข้องจากรายการนี้ (รวมกำไรจากการตีมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนที่เหลือใน GCL) เป็นจำนวน 4,017 ล้านบาท

ลดภาระหนี้สินทางการเงิน ด้วยการซื้อหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐ โดยมีกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าวจำนวน 1,422 ล้านบาท

แนวโน้ม ปี 2567

ดร.คงกระพันธ์กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าจะสามารถสร้างการเติบโตในส่วนของปริมาณการขายได้ 7% จากปี 2566 ที่มีปริมาณการขาย 13 ล้านตัน โดยสัดส่วนรายได้มาจากการส่งออกมากกว่า 50% ไปยังตลาดหลักกว่า 180 ประเทศทั่วโลก

“ที่ประเมินสถานการณ์ demand และซัพพลายของปี 2567 ดีกว่าปี 2566 แต่ยังไม่ได้กลับมาดีเท่ากับปีที่ดีที่สุด เพราะยังมีกำลังการผลิต over supply ในตลาดโลก และ demand ทั่วโลกยังได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวเศรษฐกิจจีน เป็นปัจจัยหลักรองลงมาก็คือประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์”

สำหรับสินค้าที่คาดว่าจะเป็นตัวชูโรงในปีนี้คือ โพลีเอทิลีน (polyethylene-PE) ส่วน พอลิโพรไพลีน (polypropylene) เรียกย่อว่า PP เป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารไม่ค่อยดีมากนัก

พร้อมกันนี้บริษัทยังมีแผนการลงทุนการลงทุน 5 ปีที่ 666 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปีนี้ วางงบประมาณไว้ที่ 150 ถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยม่วงจะขับเคลื่อนโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์กับ nature works ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปีหน้า และยังมีโครงการร่วมกับบริษัท เอจีซี วีนิไทย จํากัด และ Allnex โดยมุ่งจะหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาร่วมขยายธุรกิจ เช่นเดียวกับปี 2566 ที่ได้ร่วมทุนกับ WHA ในการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์

กลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2566

ทั้งนี้ GC เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่ง โดยใช้กลยุทธ์ 3 Steps Plus : Step Change, Step Out และ    Step Up อย่างต่อเนื่อง ดังนี้

1. Step Change ยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 (Olefins 2 Modification Project) ดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนกรกฎาคม 2566  ทำให้ GC สามารถใช้โพรเพนเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของบริษัท ในการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และทำให้กำลังการผลิตติดตั้งของผลิตภัณฑ์เอทิลีนและผลิตภัณฑ์โพรพิลีนรวมเพิ่มขึ้น จากเดิม 3,680,000 ตันต่อปี เป็น 3,729,000 ตันต่อปี

2. Step Out.แสวงหาโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ในต่างประเทศ เพื่อก้าวสู่บริษัทระดับโลก และตอบโจทย์ธุรกิจ Low Carbon โดย GC และ allnex ได้สร้าง Synergy และแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญที่มีทั้งด้านปฏิบัติการ และด้านนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะขยายความร่วมมือไปในด้านอื่นเพิ่มเติม เช่น ด้านความยั่งยืน หรือ Digitalization ในอนาคต

โดยที่ผ่านมา GC และ allnex ได้ก่อตั้ง Thailand Innovation Hub เป็นศูนย์นวัตกรรม เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน และอยู่ระหว่างการต่อยอดความร่วมมือไปยังบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่ม (Vencorex, Emery, NatureWorks, Kuraray)

ในปี 2566 allnex ได้ก่อสร้างสายการผลิต สำหรับศูนย์กลางการผลิตใน Dushan Port มณฑล Zhejiang สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีสายการผลิตที่รองรับการผลิตเม็ดพลาสติก แบบ High-performance ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมด้านนวัตกรรมสีเขียว และรองรับความต้องการของตลาดในสาธารณรัฐประชาชนจีนและตลาดโลกด้านเม็ดพลาสติก สำหรับการเคลือบผิวอุตสาหกรรมและสารเติมแต่ง

รวมถึงดำเนินการผลิต ตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลอย่างเคร่งครัด ศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่นี้จะผลักดันการเสริมสร้างบทบาทของ allnex ในสาธารณรัฐประชาชนจีนให้มากขึ้น นอกจากนี้ GC ยังศึกษาในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อขยายกำลังการผลิตในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์พิเศษที่มีมูลค่าสูง (High Value Business : HVB) ที่เกี่ยวข้องกับ allnex ใน South East Asia เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด

การเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงงานผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงของ คุราเร่ จีซี แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ (Kuraray GC Advanced Materials) (กำลังการผลิต PA9T 13,000 ตันต่อปี และ HSBC 16,000 ตันต่อปี) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในพื้นที่ EEC รองรับการพัฒนาของอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automobile) และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E)

การก่อสร้างโรงงานผลิตโพลิเมอร์ชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ Ingeo PLA ใน จังหวัดนครสวรรค์ โดย NatureWorks หนึ่งในบริษัทร่วมทุนของ GC ผู้นำการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพโพลิแลคติคแอซิด (PLA) ซึ่งผลิตจากทรัพยากรหมุนเวียนอันดับหนึ่งของโลก คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 โรงงานนี้มีกำลังการผลิตโพลิเมอร์ชีวภาพ Ingeo จำนวน 75,000 ตันต่อปี ใช้อ้อยในท้องถิ่นเป็นวัตถุดิบตั้งต้น ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดวัสดุ

ชีวภาพที่เพิ่มขึ้นใน Asia Pacific โรงงานแห่งนี้จะช่วยขยายการเข้าถึงวัสดุชีวภาพคาร์บอนต่ำของลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนระดับโลก โดยโพลิเมอร์ชีวภาพ มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงกว่า 73% เทียบกับวัสดุจากปิโตรเคมี และสามารถนำไปใช้งานได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ บรรจุภัณฑ์ สิ่งทอ และผ้าชนิดไม่ทอ เป็นต้น

3. Step Up รักษาความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก โดย GC มีผลสำเร็จที่โดดเด่น เป็นที่ประจักษ์ ด้วยแผนที่ชัดเจนและมีความก้าวหน้าตามแผน ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืนและการดำเนินงานด้าน Decarbonization ตามเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) ได้แก่

– Efficiency-driven การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ลดการใช้พลังงาน และปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการอนุรักษ์พลังงานและโครงการพลังงานสะอาดที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน จำนวนมากกว่า 190 โครงการ ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกได้กว่า 138,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

– Portfolio-driven การปรับโครงสร้างธุรกิจระยะยาวมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ดังเช่น GC มีการลงทุนในธุรกิจ Performance Material ของ allnex และธุรกิจเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงของ ENVICCO โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าการดำเนินธุรกิจตามปกติ (GHG Avoidance) รวมกว่า 630,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

โดยในปี 2566 ENVICCO มีการนำพลาสติกใช้แล้วกว่า 22,000 ตัน กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ผ่าน GC YOU เทิร์น แพลตฟอร์ม (End-to-End Waste Management) นอกจากนี้ GC มีการทบทวนกลยุทธ์และบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ยั่งยืน (Sustainable Product Portfolio) ให้สอดรับกับแผนการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

Compensation-driven การดำเนินงานเพื่อกักเก็บและชดเชยคาร์บอน ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ (Technology-based Solutions) โดย GC เข้าโครงการศึกษาความเป็นไปได้ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) หรือ CCS Hub Model ของกลุ่ม ปตท. รวมทั้ง มีการศึกษาการนำเทคโนโลยี Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS) มาประยุกต์ใช้ผ่านความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ

และการลงทุนในรูปแบบ Corporate Venture Capital (CVC) และการชดเชยคาร์บอน ส่วนที่เหลือผ่านการดูดซับคาร์บอนจากธรรมชาติ (Nature-based Solutions) จากโครงการปลูก ฟื้นฟู และดูแลรักษาป่า ทั้งในพื้นที่ของ GC  และดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน

และชุมชนต่าง ๆ ในหลายโครงการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 บนพื้นที่รวมกว่า 8,600 ไร่ ได้แก่ โครงการป่านิเวศระยองวนารมย์ของ GC Estate โครงการปลูกป่าในพื้นที่สำนักงานระยองโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) โครงการปลูกต้นไม้ “ยิ่งปลูกยิ่งดี” GC x กทม. และโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งคาดว่าโครงการทั้งหมดดังกล่าว จะสามารถดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 27,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

3S ทิศทางการดำเนินงาน ปี 2567

ด้วยปัจจัยภายนอกทั้งจากเมกะเทรนด์ต่าง ๆ Industry Landscape รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและการดำเนินธุรกิจ จึงทำให้การดำเนินงานในปี 2567 ยังคงมีความท้าทาย GC จึงกำหนดทิศทางและทบทวนกลยุทธ์ 3 Steps Plus : Step Change, Step Out, Step Up ที่ดำเนินมาอย่างถูกทางแล้ว ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น และปรับให้สอดคล้องกับ Industry Landscape ที่เปลี่ยนแปลงไป

Step Change : สร้างรากฐานแข็งแกร่ง ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่าย และ การพัฒนาความร่วมมือในมิติต่าง ๆ รวมถึงมุ่งเน้นการเติบโตทางธุรกิจที่เน้นตลาด (Market-Focused Business) โดยการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products : HVP) มีเป้าหมาย 56% ในปี 2571 และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม

Step Out : แสวงหาโอกาสใหม่เพื่อสร้างการเติบโต และดูแลด้านต้นทุนของ allnex  พร้อมขยายตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพเเละผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Bio & Circularity) มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์รีไซเคิล รวมถึง Bio-Refinery โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้สามารถนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องต่าง ๆ ได้มากมาย ทั้งในอุตสาหกรรมสุขอนามัยส่วนบุคคล อุตสาหกรรม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

GC คงกระพัน อินทรแจ้ง