เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา เชคสเปียร์​ต้องตาย ชนะคดีละเมิด

20 ก.พ. 2567 | 18:35น.
ศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้ผู้สร้างหนัง “เชคสเปียร์ต้องตาย” ชนะคดีละเมิด ยกคำสั่งแบนหนัง-ให้คณะกรรมการเซ็นเซอร์ ชดใช้ค่าเสียหาย ขณะที่วันฉาย จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 นายมานิต ศรีวานิชภูมิ นักถ่ายภาพ นักเขียน ศิลปินอิสระแนวมโนทัศนศิลป์ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์มีคำสั่งห้ามฉายภาพยนตร์เรื่อง เชคสเปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must Die) ด้วยเหตุผลว่า ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความแตกสามัคคีระหว่างคนในชาติ

นายมานิต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “วันแห่งชัยชนะ!!!

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา​ให้ผู้สร้างหนังเชคสเปียร์​ต้องตายชนะคดีละเมิด ยกคำสั่งแบน​ และให้คณะกรรมการเซ็นเซอร์​ชดใช้ค่าเสียหาย

จบการต่อสู้​เพื่อสิทธิและเสรีภาพ​คนทำหนังไทยที่ยาวนานกว่า​ 11​ ปี นี่คือประวัติศาสตร์​หน้าหนึ่งของหนังไทยขอขอบคุณ​ทุกคนที่ร่วมมาในกระบวนการต่อสู้ครั้งนี้​

รวมทั้งกำลังใจที่ส่งมาให้

ที่สำคัญต้องขอขอบพระคุณ​ศาลปกครอง​สูงสุด​ผู้มอบความยุติธรรม​ให้แก่หนังของเรา

ส่วนโปรแกรมการฉายจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

Finally, Shakespeare Must Die is free!!!”

คณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ เร่งแก้การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ แถลงภายหลังการประชุมครั้งที่ 1/2567 ระบุว่า การแก้ไขกระบวนการพิจารณาเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ โดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วม พร้อมสนับสนุนเสรีภาพในการออกแสดงของสื่อและเสรีภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งที่ผ่านมามีข้อจำกัดในการแสดงความคิดสร้างสรรค์ค่อนข้างเยอะ

หนึ่งในนั้น คือ การแก้ไขกฎกระทรวงที่กำลังอยู่ในช่วงระหว่างรอการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน สำหรับการแก้ไขกฎกระทรวงที่มาจากประเภทเรตของภาพยนตร์ จะแก้ไขในส่วนของภาพยนตร์ที่ห้ามฉายในประเทศไทย

โดยภาพยนตร์ที่ห้ามฉายในประเทศไทย จะเหลือเพียงข้อกำหนดเดียว คือ เนื้อหาที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนประเด็นอื่นเรื่องศาสนา ความสามัคคี รวมถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ จะถูกจัดในเรตผู้ชมที่เหมาะสมแทนการห้ามฉาย

ซึ่งกระบวนการแก้กฎกระทรวงอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน และคาดว่าการแก้ไขทั้งหมดนี้จะเสร็จสิ้นในช่วงกลางปีนี้

ย้อนคำพิพากษาศาลชั้นต้น ชี้มีฉากคล้ายเหตุเดือนตุลาฯ-สร้างความเกลียดชัง

มติชน รายงานเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ศาลปกครองกลาง ออกนั่งบัลลังค์อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่1321/2555ที่นายมานิต ศรีวานิชภูมิ และน.ส.สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ “เชคสเปียร์ต้องตาย” ได้เข้ายื่นฟ้องคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์คณะที่ 3 เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ 2 ต่อศาลปกครองกลาง

ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติและคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 ที่ห้ามฉาย จัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย” ในราชอาณาจักร และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจากเงินทุนที่ใช้ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,530,388.55 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

คำฟ้องระบุเหตุแห่งการฟ้องคดีว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 ไม่อนุญาตให้ภาพยนตร์เรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย” ซึ่งแปลจากบทประพันธ์โดยกวีเอกของโลก วิลเลียม เชคสเปียร์ เรื่อง “โศกนาฎกรรมแม็คเบ็ธ” หรือ The Tragedy of Macbeth ให้เผยแพร่ในประเทศไทย

โดยอ้างว่ามีเนื้อหาก่อให้เกิดความแตกสามัคคีระหว่างคนในชาติ ตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของประเภทภาพยนตร์ 2552 ข้อ 7 (3) นั้น เห็นว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อจำกัดในหลักการของสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 บัญญัติไว้

และหากจะอะลุ้มอล่วยให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือเพื่อศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ข้อเท็จจริงสังคมไทยมีการเข่นฆ่าประชาชนเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน ทั้งเหตุการณ์ 14ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม2519 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 และกรณีสงครามยาเสพติดที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,500 คน ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นความรุนแรงของสังคมไทยที่มิอาจลืมเลือน หรือปกปิดไว้ได้

โดยคนไทยสมควรเรียนรู้ร่วมกันเพื่อร่วมมือกันมิให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ดังนั้นภาพยนตร์ “เชคสเปียร์ต้องตาย” จึงมิได้มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความแตกสามัคคีคนในชาติตามที่อ้าง

“เนื้อหาสาระของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีตอนใดตอนหนี่งที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามที่อ้าง เพราะเนื้อหาสาระของภาพยนตร์ดังกล่าวแปลเป็นภาษาไทยอย่างซื่อตรงต่อต้นฉบับละครเรื่อง “โศกนาฏกรรมแม็คเบ็ธ” อันเป็นบทประพันธ์ของวิลเลียม เชคสเปียร์ กวีเอกของโลก โดยมีการดัดแปลงเพื่อให้เป็นภาษาของภาพยนตร์และเข้ากับริบทของสังคมและวัฒนธรรมไทยเท่านั้น

การที่อ้างว่าไม่ให้ภาพยนตร์นี้ฉายก็เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐนั้น คำว่า “รัฐ” ย่อมหมายถึงรัฐชาติ ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด ดังนั้น การกระหายเลือด การมักใหญ่ใฝ่สูง การงมงายในไสยศาสตร์ของตัวละครในภาพยนตร์ที่สถาปนาตนเองเป็นราชา ซึ่งเหมือนกับผู้นำประเทศต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงของสังคม ย่อมมิได้กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงเกียรติภูมิของประเทศแต่อย่างใด เพราะรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใดมิได้หมายถึงประเทศชาติด้วย”

ท้ายคำฟ้องนายมานิต และน.ส.สมานรัชฎ์ ยังระบุว่าด้วย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในค่าตอบแทนส่วนตัวในกระบวนการผลิตภาพยนตร์จนเสร็จสิ้นอีก 2,250,000 บาท รวมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียงค่าเสียหายจากการขาดโอกาสในการร่วมทุนสร้างภาพยนตร์กับบุคคลอื่น แต่การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งสองไม่ได้มีเจตจำนงในการแสวงหากำไรในการสร้างจึงไม่ติดใจที่จะเรียค่าเสียหายในส่วนนี้จากผู้ถูกฟ้องคดี

ศาลพิเคราะห์เเล้วเห็นว่าการพิจารณาภาพยนต์เรื่องใดเรื่องหนึ่งว่าจะเป็นสาเหตุของการเเตกความสามัคคีของคนในชาติหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาสาระสำคัญทั้งเเนวความคิดเเละเเก่นสารของเรื่องที่มุ่งเน้นของภาพยนต์ กรณีไม่อาจนำเสนอส่วนใดส่วนหนึ่งมาพิจารณาได้ จะต้องพิจารณาเนื้อหาสาระสำคัญทั้งเรื่อง

จากการพิจารณาบทคัดย่อประกอบกับรับชมผ่านซีดีรับฟังได้ว่า ภาพยนต์ดังกล่าวมีเนื้อหา เกี่ยวกับเรื่องราวตำนานเเห่งการเมืองเเละไสยศาสตร์ที่ได้เเรงบันดาลใจเเละบทเกือบทั้งหมดมาจากต้นฉบับละคร โศกนาฎกรรมเเม็คเบ็ธ ของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์ เเละดัดเเปลงเพื่อเข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทย เป็นเรื่องระหว่างการเเสดงในโรงละครกับเหตุการณ์โลกภายนอกของประเทศสมมุติเเห่งหนึ่ง

ซึ่งเนื้อหาในโรงละครเป็นเรื่องของขุนพลกระหายเลือด มักใหญ่ใฝ่สูง งมงายไสยศาสตร์ ผู้สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์โดยการฆาตกรรม ซึ่งมีชื่อเรียก “ท่านผู้นำ” โดยหลังจากเรื่องภายในโรงละครจบลง ในโลกภายนอกมีกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ท่านผู้นำ ที่มีการเเสดงละครล้อเลียนท่านผู้นำได้วิ่งกรู ทำร้ายนักเเสดง ผู้กำกับละคร เเล้วลากไปด้านหน้าโรงละคร จับเเขวนคอทุบตีด้วยเก้าอี้เหล็กพับ ท่ามกลางกลุ่มคนที่ส่งเสียงเชียร์

เมื่อพิจารณาภาพยนตร์ดังกล่าว เเม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวว่าประเทศในละครเป็นประเทศสมมุติก็ตาม เเต่มีเนื้อหาหลายฉากคล้ายกับเหตุการณ์ความรุนเเรงในประเทศไทยมิใช่ประเทศสมมุติตามที่กล่าวอ้าง

ซึ่งผู้ถูกฟ้องที่ 2 เห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวคล้ายกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อันเป็นฉากที่ก่อให้เกิดความเเตกเเยกความสามัคคีคนในชาติ เป็นฉากที่มีผู้ชายเสื้อดำโพกผ้าเเดงถือท่อนไม้ทำรายคนดู จับผู้กำกับละครเเขวนคอ เห็นว่าเเม้จะมีภาพยนต์หลายเรื่องนำประวัติศาสตร์ชาติไทยในอดีตที่มีความขัดเเย้งมาสร้างก็ตาม เเต่ประวัติศาสตร์ชาติไทยในอดีตดังกล่าวเกิดขึ้นมาเเล้วเป็นเวลานานหลายร้อยปีจนไม่อาจสืบสาวราวเรื่องว่าบุคคลดังกล่าวมีความสัมพันธ์เป็นญาติพี่น้องกันหรือไม่ จึงไม่ก่อให้เกิดความเคียดเเค้นชิงชัง

ต่างจากภาพยนตร์ผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ได้มีการนำเหตุการณ์ 6 ตุลาคมซึ่งเป็นเหตุการณ์ร่วมสมัยมาเป็นส่วนหนึ่งภาพยนต์มีความยาวฉากนี้ 2 นาทีเศษย่อมสร้างความไม่พอใจเกิดขึ้นเเก่ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตหรือผู้ร่วมเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความรู้สึกเคียดเเค้นชิงชังอันอาจเป็นชวนสร้างความเเตกเเยกคนในชาติได้ ประกอบกับเมื่อมีการประชุมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555

ผู้ถูกฟ้องคดีได้เเจ้งให้เเก้ไขบทในฉากดังกล่าว เเต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองยืนยันจะใช้บทเดิม ทั้งที่สามารถดำเนินเเก้ไขได้โดยมิได้ส่งผลกระทบต่อเนื้อหาสำคัญของเรื่อง รวมถึงเเนวคิดด้านมืดด้านสว่างของมนุษย์ บาปบุญคุณโทษผลกรรม เเละการต่อสู้ระหว่างอธรรมกับธรรมมะในจิตใจคน

การที่ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ไม่อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีนำภาพยนตร์เรื่อง เชคสเปียร์ต้องตายออกเผยเเพร่ราชอาณาจักรจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เเละเมื่อวินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งที่ชอบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องที่1ให้ยกอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนประเด็นความเสียหายทางละเมิดเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องทั้งสองชอบด้วยกฎหมายการกระทำย่อมไม่เป็นการละเมิดจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายเเก่ผู้ฟ้องคดีเเต่อย่างใดพิพากษายกฟ้อง

ภายหลังอ่านคำพิพากษานายมานิตกล่าวว่าจะนำคำพิพากษาไปเพื่อพิจารณาในการยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไปเพราะการที่บอกว่า เหตุการณ์6ตุลาคมเป็นประเด็นหากลองไปเปิดในยูทูปดูจะพบเรื่องราวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวนี่เเสดงว่า กสทช.บกพร่องในหน้าที่

ขณะที่ น.ส.สมานรัชฎ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงโมโหว่าขอเเช่งคนที่ให้การเท็จในชั้นศาลเเละยืนยันว่าเป็นกรณีเลือกปฎิบัติ โดยหนังเรื่องนี้มีการไปฉายในต่างประเทศเเละรางวัลรวมถึงการวิจารณ์ที่ดี มีข้อเท็จจริงเนื้อเรื่องดังกล่าวในเเบบเรียนก็มี เรื่องนี้เราเคยไปร้องเรียนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนก็เคยชี้มาว่าเราถูกละเมิดสิทธิ เเละบอกว่าควรมีการเเก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ภาพยนตร์ใหม่ ประเทศไทยมันเป็นอะไรไปเเล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กองเซ็นเซอร์ ภาพยนตร์ไทย