เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศุลกากร ตรวจยึดงาช้างข้ามชาติ ซุกในไม้แปรรูป มูลค่ากว่า 155 ล้านบาท
News ศุลกากร ตรวจยึดงาช้างข้ามชาติ ซุกในไม้แปรรูป มูลค่ากว่า 155 ล้านบาท
ค่าเงินบาทวันนี้ (27 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.80 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (27 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.80 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
สงคราม AI กำลังกลายเป็น ‘สงครามพลังงาน’
World สงคราม AI กำลังกลายเป็น ‘สงครามพลังงาน’
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (27 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.07% อยู่ที่ 80,125 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (27 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.07% อยู่ที่ 80,125 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (27 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (27 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
พยากรณ์อากาศ (27 ต.ค.) เตือนใต้ฝนหนักถึงหนักมาก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน คลื่นสูงเกิน 2 เมตร
News พยากรณ์อากาศ (27 ต.ค.) เตือนใต้ฝนหนักถึงหนักมาก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน คลื่นสูงเกิน 2 เมตร
ครม.เคาะแจก ‘โซลาร์ล้านครัวเรือน’ ใช้เงินกู้แสนล้าน
Politics ครม.เคาะแจก ‘โซลาร์ล้านครัวเรือน’ ใช้เงินกู้แสนล้าน
สรุปเงื่อนไข-ขั้นตอนรับ 50,000 บาท “โซลาร์ภาคประชาชน” โครงการนี้เหมาะกับใครบ้าง?
Economic สรุปเงื่อนไข-ขั้นตอนรับ 50,000 บาท “โซลาร์ภาคประชาชน” โครงการนี้เหมาะกับใครบ้าง?
“สุรศักดิ์” รมว.ท่องเที่ยวฯ จ่อชง “ฟรีวีซ่า” 15 วัน กลุ่มละตินอเมริกาหลังตัวเลข “เม็กซิโก-โคลัมเบีย” วูบหนัก
Economic “สุรศักดิ์” รมว.ท่องเที่ยวฯ จ่อชง “ฟรีวีซ่า” 15 วัน กลุ่มละตินอเมริกาหลังตัวเลข “เม็กซิโก-โคลัมเบีย” วูบหนัก
“สื่อไทย-เวียดนาม” ผนึกพลังรับมือ AI-บิ๊กเทค พร้อมต่อ MOU ยกระดับสื่อทั้ง 2 ประเทศให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน
Business “สื่อไทย-เวียดนาม” ผนึกพลังรับมือ AI-บิ๊กเทค พร้อมต่อ MOU ยกระดับสื่อทั้ง 2 ประเทศให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ กางโมเดลพอร์ตลงทุนใหม่ คาดผลตอบแทนปีละ 10% ทบต้น

17 มี.ค. 2567 | 17:24น.
Investment

ดร.นิเวศน์ ต้นแบบนักลงทุนวีไอ กางโมเดลปรับพอร์ตลงทุนใหม่ “หุ้น-กองทุนต่างประเทศ-DR” แต่ละพอร์ตมีขนาดพอ ๆ กัน 30-40% ของความมั่งคั่ง คาดจะให้ผลตอบแทนดีพอใช้ อาจจะประมาณปีละ 10% แบบทบต้น

วันที่ 17 มีนาคม 2567 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนรายใหญ่สายเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เป็นนักลงทุนเต็มตัวแบบ VI หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ผมก็ใช้พอร์ตลงทุนแทบจะ “แบบเดียว” มานานมากแทบจะเกือบ 20 ปี นั่นก็คือ ลงทุนเฉพาะในหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจะเป็นการลงทุนเกือบ 100% แทบจะตลอดเวลา

วิธีการลงทุนก็คือการเลือกหุ้นเป็นรายตัวแบบ “VI” พอร์ตเป็นแบบ “Focus” หรือเน้นการถือหุ้นน้อยตัว โดยที่หุ้นตัวใหญ่ ๆ จะมีแค่ 6-7 ตัว ซึ่งคิดรวมกันเป็นประมาณ 75% ของพอร์ต ที่เหลือซึ่งก็มีไม่เกิน 10 ก็จะเป็นหุ้นตัวเล็กที่ไม่มีนัยสำคัญกับผลการดำเนินงานของพอร์ตลงทุน

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงบ้าง หุ้นตัวที่ใหญ่ที่สุดของพอร์ตก็จะไม่เกิน 50% ของพอร์ตในระยะยาวเกิน 4-5 เดือน โดยทั่วไปแล้ว ตัวใหญ่ที่สุดก็มักจะไม่เกิน 30-40% และหุ้นตัวใหญ่อันดับ 2 ก็มักจะใหญ่ไม่เกินครึ่งหนึ่งของตัวแรก

แนวทางการจัดพอร์ตแบบนั้น ได้ผลดีมากมาจนถึงประมาณเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ที่ตลาดหุ้นไทย และเฉพาะอย่างยิ่งหุ้น VI ที่เป็นแนว “ซุปเปอร์สต็อก” เริ่มทำผลงานตกต่ำลงมากและอนาคตก็ดูไม่สดใสตามภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ถดถอยลงเพราะโรคโควิด-19 และการที่คนไทยแก่ตัวลงมาก ซึ่งส่งผลให้หุ้นของบริษัทที่แข็งแกร่งและโดดเด่น ไม่ไปไหนมานานต่อเนื่อง และผมก็สรุปว่า การจัดพอร์ตลงทุนแบบเดิมที่ใช้มานานนั้น อาจจะไม่เหมาะสมอีกต่อไป

และถ้ายังดึงดันทำแบบเดิมอยู่ ผลตอบแทนการลงทุนที่เคยทำได้ดีมาก ก็จะตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ ว่าที่จริงช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น ผลตอบแทนพอร์ตก็ค่อนข้างย่ำแย่และไม่ได้ดีกว่าดัชนีตลาดมากนัก

การ “จัดพอร์ตใหม่” ของผมเริ่มจากการมองหาตลาดหุ้นใหม่ที่จะลงทุนควบคู่ไปกับตลาดหุ้นไทย โดยที่ตลาดใหม่จะต้องเป็นตลาดของประเทศที่โตเร็วและมีความพร้อมสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ ต้องเป็นตลาดที่จะมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งก็หมายถึงว่าควรจะมีประชากรจำนวนมากพอสมควร อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ควรจะอยู่ไม่ไกลจากไทยนัก และผมก็พบว่า “เวียดนาม” คือคำตอบ

การปรับพอร์ตโดยการเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามนั้น ในช่วงแรก เนื่องจากยังไม่รู้จักหุ้นรายตัวของเวียดนามเลย ว่าที่จริงยังแทบจะไม่มีนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนในเวียดนามเลย ผมจึงปรับแนวทางการลงทุนในพอร์ตเวียดนามเป็นแบบ เลือกหุ้นโดยใช้ “สูตร VI” ของ Joel Greenblatt ในหนังสือ “The little book that beats the market.” ซึ่งอ้างว่าสามารถทำผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้อย่างงดงาม

รอบแรกของการลงทุนในเวียดนาม ผมใช้เกณฑ์หาหุ้นที่มีค่า PE ไม่เกิน 10 เท่า ค่า PB ไม่เกิน 1 และค่า Dividend Yield ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี ซึ่งได้หุ้นมากว่า 100 ตัว เป็นตัวเล็ก ๆ ที่มีแต่คำว่าหุ้นถูกเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีคุณภาพและมักจะไม่โต เป็นหุ้นรัฐวิสาหกิจขนาดเล็ก สภาพคล่องน้อยมาก ผมใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนในการสร้างพอร์ตนี้

มองย้อนหลังไปผมคิดว่าการปรับพอร์ตครั้งนี้ อาจจะถูกต้องในแง่ของตลาดหุ้น แต่กลยุทธ์ที่ใช้ในการเลือกหุ้นลงทุนนั้นผิดพลาดอย่างแรง ผมคิดว่าในตอนนั้นผมรีบร้อนเกินไป และเชื่อในหลักการหรือสูตรการลงทุนว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะมีการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับ ว่าที่จริงผมเองก็เคยทำการศึกษาเรื่องนี้ในประเทศไทยย้อนหลังไปหลายสิบปี ซึ่งพบว่าการลงทุนโดยใช้ “สูตร VI” นั้น ได้ผลตอบแทนที่ดีเลิศยิ่งกว่าการลงทุนในซุปเปอร์สต็อกด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของการศึกษา หรือจุดอ่อนของสิ่งที่ผมทำก็คือ ผมไม่ได้ตระหนักว่า ผมจะต้องสามารถขายหุ้นในพอร์ตทุกสิ้นปีได้โดยที่ขายได้ในราคาตลาดที่เห็นด้วย และหลังจากนั้นก็ต้องซื้อหุ้นใหม่ตามสูตรเดิมด้วย ซึ่งผมก็ทำไม่ได้

ผม “ติดหุ้น” ตัวเล็ก ๆ ที่ซื้อตามสูตร แต่ขายไม่ได้เนื่องจากไม่ค่อยมีสภาพคล่อง และเมื่อไม่ได้ขายมันก็ค้างอยู่ในพอร์ตหลายปีโดยที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ผมแก้ไขหรือปรับพอร์ตเวียตนามมาหลายปีโดยการเพิ่มเงินลงทุนเข้าไปและซื้อหุ้นซุปเปอร์สต็อกที่ผมเริ่มรู้แล้วว่ามันควรจะเป็นหุ้นตัวไหน เพราะตลาดหุ้นเวียดนามเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ นักลงทุนรุ่นใหม่เริ่มเข้าไปลงทุนมากขึ้นมาก เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์ที่ออกมามากมาย

ล่าสุดผมเริ่มปรับพอร์ตเวียดนามอีกครั้งหนึ่งโดยการทยอยขายหุ้นขนาดเล็กที่ผมคิดว่าไม่มีอนาคตในระยะยาวจนแทบจะหมด แน่นอนว่าผมต้องทำใจขายในราคาที่ไม่ดีเลยสำหรับหลาย ๆ ตัว เพราะผมทำอย่างรวดเร็วมาก ผมคิดว่า ในการปรับพอร์ตนั้น เราต้องทำตามหลักการ อย่าเสียดายสิ่งที่จะต้องเสียเป็น “ต้นทุน” ของการปรับพอร์ต มิฉะนั้นมันจะไม่สำเร็จ ในทำนอง “ฆ่าควายอย่าเสียดายพริก” หรือ “เกลือ”

พอร์ตเวียดนามของผมถูกปรับจนเข้ารูปแบบที่ผมทำมาตลอดในประเทศไทยแล้ว นั่นคือ ประกอบไปด้วยหุ้นซุปเปอร์สต็อก 5-6 ตัวมีสัดส่วนมากกว่า 75% แล้ว นอกจากนั้น เนื่องจากประเด็นเรื่องการเสียภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับหุ้นที่ลงทุนในต่างประเทศที่เพิ่งถูกนำมาใช้ ผมก็ยังได้ปรับพอร์ตหุ้นเวียดนามให้เข้าไปอยู่ในรูปบริษัทซึ่งจะเสียภาษีเพียง 20% แทนที่จะเป็นถึง 35% ในกรณีของบุคคลธรรมดาถ้ามีการนำเงินกลับประเทศไทย

การเก็บภาษีที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ยังทำให้ผมคิดต่อไปว่า เราจะต้องไม่เปลี่ยนแปลงความคิดที่ว่า ตลาดหุ้นไทยนั้น “หมดยุคไปแล้ว” ยังไงเราก็ต้องออกไปลงทุนนอกประเทศเพิ่มขึ้นอีก ผมจึงคิดว่า พอร์ตในประเทศที่คิดเป็นเกือบ 70% ของความมั่งคั่งของผมนั้น ยังมากเกินไป ผมจึงวางแผนที่จะปรับในส่วนนี้โดยการลดขนาดลง อาจจะเหลือซัก 30-40% ละนำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่ม

แต่การลงทุนในส่วนต่างประเทศใหม่นี้ ผมคงจะไม่นำมารวมในบริษัทที่ยังไงก็ยังเสียภาษีนิติบุคคลถึง 20% จากผลกำไรประจำปี ผมคิดว่าการนำไปลงทุนในกองทุนรวมไทยที่ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ หรือลงทุนใน DR ซึ่งเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในไทยที่เป็นตัวแทนหุ้นในต่างประเทศจะดีกว่า เหตุผลก็เพราะว่าเมื่อกำไรและขายกองทุนหรือหลักทรัพย์นั้น เราจะไม่เสียภาษีเหมือนหุ้นที่เราไปลงทุนในต่างประเทศโดยตรง

การลงทุนในกองทุนและ DR ดังกล่าวนั้นมีข้อเสียอย่างหนึ่งก็คือ เราเลือกไม่ได้ว่าจะลงทุนหุ้นตัวไหน เพราะนั่นจะมาจากบริษัทหลักทรัพย์ที่จะเสนอกองทุนรวมหรือสร้าง DR ขึ้นมา ซึ่งเขาก็จะต้องดูว่าจะมีคนสนใจมาลงทุนหรือซื้อขายไหม อย่างไรก็ตาม ด้วยกฎหมายภาษีการลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่มีการตีความเปลี่ยนไป โบรกเกอร์ก็อาจจะมีการเสนอผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับกับความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมคิดว่า มีหุ้นและกองทุนต่างประเทศประเทศเพียงพอที่ผมจะเลือกลงทุน

ดังนั้น พอร์ตการลงทุนที่สามของผม นอกจากพอร์ตหุ้นไทยและพอร์ตเวียดนามแล้วก็คือ พอร์ต “หุ้นต่างประเทศ” ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นหุ้นประเทศอื่น ๆ ยกเว้นเวียดนาม ก็จะกลายเป็น “พอร์ตระยะยาว” ของผม โดยที่แต่ละพอร์ตก็อาจจะมีขนาดพอ ๆ กัน

คือพอร์ตละ 30-40% ของความมั่งคั่ง และผมคิดว่า นี่จะเป็นพอร์ตที่เหมาะสมที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีพอใช้ อาจจะประมาณปีละ 10% แบบทบต้น และมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ คนที่บริหาร ซึ่งวันหนึ่งก็ไม่ใช่เป็นผม อาจจะสามารถทำได้ไม่ยากนัก

แน่นอนว่า การปรับพอร์ตครั้งนี้ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปได้อีก โดยเฉพาะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของภาษีและกฎเกณฑ์การลงทุนของไทยซึ่งอาจจะกระทบกับการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น อาจจะเปลี่ยนเป็นว่า หุ้นของคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะลงทุนผ่านเครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์อะไร ก็จะต้องเสียภาษีทั้งหมด เป็นต้น

หรือวันหนึ่ง อาจจะเป็นว่า การลงทุนในหุ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทยหรือต่างประเทศ หรือไม่ว่าจะลงทุนผ่านเครื่องมืออะไร ก็จะต้องเสียภาษีเท่ากันแบบของสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็คงจะเปลี่ยนแปลงเกมการลงทุนของเราอย่างสิ้นเชิง และการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนั้น ผมคิดว่า เป็นไปได้ เมื่อคำนึงถึงว่ารัฐบาลต้องการเงินเพื่อที่จะใช้จ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่รายได้และเศรษฐกิจกลับถดถอยลง

ถ้าถึงวันนั้น เราในฐานะ “นักเลือก” ก็จะต้องปรับตัวหรือปรับพอร์ตไปเรื่อย ๆ ทำสิ่งที่เหมาะสมสำหรับตนเอง และก็คงไม่เหมือนการปรับพอร์ตของผม ที่ตอนนี้กำลังพยายามลดพลังงานของการลงทุน โดยเฉพาะการปรับให้เป็นการลงทุนจากที่เคยทำแบบ “Active” หรือทุ่มเทเลือกหุ้นรายตัว เป็น “Semi-Active” หรือเลือกประเทศและเลือกกองทุน มากกว่าการเลือกหุ้นรายตัว แล้วปล่อยให้กองทุนหรือหุ้นในประเทศเหล่านั้น “ดูแลตัวเอง” ในระยะยาว เราจะเข้าไปซื้อ-ขายน้อยมาก