“สมาพันธ์สภาวิชาชีพ” เสนอประเด็นขอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา
สมาพันธ์สภาวิชาชีพ ที่ประกอบด้วย สภาวิศวกร, สภาสถาปนิก สภาทนายความมในพระบรมราชูปถัมภ์, สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์, แพทยสภา, สภาการพยาบาล, สภาเภสัชกรรม, ทันตแพทยสภา, สัตวแพทยสภา, สภาเทคนิคการแพทย์, สภากายภาพบำบัด จัดงานเสวนา ในหัวข้อเรื่อง “ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. …. ผลกระทบต่อวิชาชีพและประชาชน” ขึ้น
โดย “ดร.กมล ตรรกบุตร” นายกสภาวิศวกร กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้เนื่องจากสภาวิชาชีพต่าง ๆ มีความเกี่ยวข้องกับการศึกษาของชาติ ด้วยความที่เป็นส่วนหนึ่งในระบบการศึกษาของชาติ โดยเฉพาะเมื่อบัณฑิตที่จบการศึกษาแล้วต้องมาเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพ สมาพันธ์สภาวิชาชีพจึงมีความห่วงใยและมีความเห็นร่วมกันว่า ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. …. ฉบับนี้ ยังมีข้อบกพร่องที่อาจจะนำไปสู่ปัญหาในทางปฏิบัติ และการเข้าถึงผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการศึกษาของชาติ โดยขออธิบายรายละเอียด แบ่งเป็น 7 ประเด็นดังนี้
1.ประสิทธิภาพในสายงานบังคับบัญชา ที่ทับซ้อนระหว่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกับคณะกรรมการการอุดมศึกษาซึ่งขัดต่อหลักการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้มีอำนาจเต็มของส่วนราชการระดับกระทรวงตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย เป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ของงานในกระทรวงให้สอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาหรือที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรืออนุมัติ
แต่กลับมีบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการ ทั้งในเรื่องนโยบายและงานบริหาร ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งการดังกล่าวน่าจะขัดกับหลักการบริหารราชการแผ่นดิน (มาตรา ๒๙(๓)(๔)(๕), มาตรา ๕๒ และ มาตรา๕๓)
2.ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษาฯ ฉบับนี้ มีบทบัญญัติให้บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับซึ่งขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
บทบัญญัติดังกล่าวทำให้เนื้อหาใน พระราชบัญญัติการอุดมศึกษาฯ ฉบับนี้ ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติซึ่งมีศักดิ์เสมอกันหลายฉบับโดยเฉพาะ สภาวิชาชีพต่าง ๆ ที่เกิดตามพระราชบัญญัติ อันอาจจะเกิดปัญหาในในทางปฏิบัติในเรื่องอำนาจหน้าที่ของแต่ละสภาวิชาชีพการตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ควรจะได้ศึกษาถึงกฎหมายที่มีมาแต่เดิมว่าสอดคล้องหรือขัดแย้งกันหรือไม่ (มาตรา ๓)
3.การกำหนดนิยามอำนาจหน้าที่ของ “องค์กรวิชาชีพ” ว่าสภาวิชาชีพมีหน้าที่เฉพาะควบคุมความประพฤติและการดำเนินงานของผู้ประกอบวิชาชีพให้เป็นไปตามมาตรฐานและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเท่านั้น ทั้งที่แต่ละสภาวิชาชีพต่างก็ได้รับอำนาจจากรัฐและใช้อำนาจรัฐผ่านบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติของตนในหลากหลายบริบท จึงเป็นการบัญญัติคำนิยาม ที่ไม่ครอบคลุมอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติของสภาวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งอาจเกิดความสับสนในความหมายของคำว่า “องค์กรวิชาชีพ” (มาตรา ๔)
4.การได้มาซึ่งประธานกรรมการการอุดมศึกษา จะขัดกับหลักการประชาธิปไตย และหลักธรรมาภิบาล เพราะให้สิทธิเฉพาะกรรมการบางประเภท ในการใช้สิทธิเลือกประธานกรรมการการอุดมศึกษา (มาตรา ๒๖(๑) )
5.ไม่มีความชัดเจนว่าการให้บริการทางวิชาชีพเป็นอย่างไร เป็นการแสวงหารายได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น หากเป็นกรณีที่สถาบันการศึกษาของรัฐให้บริการทางวิชาชีพจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติที่ว่า รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน หรือไม่
ส่วนในประเด็นที่ว่าสถาบันการศึกษาสามารถดำเนินธุรกิจที่ให้บริการทางวิชาชีพอันเกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพนั้น จะขัดต่อกฎหมาย พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ หรือทับซ้อนอำนาจตามกฎหมายของสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง หรือไม่(มาตรา ๔๘)
6.การกำหนดให้การจัดตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นใหม่ต้องไม่เป็นไปเพื่อพาณิชย์ในการแสวงหากำไรจากการจัดการเรียนการสอน นั้น มีเจตนารมณ์อย่างไร เพียงไร ที่เรียกว่าแสวงหากำไร ควรกำหนดนิยามในส่วนนี้ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ (มาตรา ๕๕)
7.การห้ามมิให้มีอำนาจในการรับรอง หรือกำหนดการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพนั้นของสถาบันอุดมศึกษา หรือสร้างภาระอื่นใดให้กับสถาบันอุดมศึกษา เป็นข้อกำหนดที่ขัดแย้งกับกฎหมายที่มีอยู่เดิมของสภาวิชาชีพต่าง ๆ กล่าวคือทุกสภาวิชาชีพที่เกิดขึ้นตาม พระราชบัญญัติมีอำนาจหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ ที่กฎหมายกำหนดไว้ในสาระสำคัญส่วนหนึ่งคือ คุณสมบัติของผู้มีจะเข้ามาเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพ อันรวมถึงการรับรองหลักสูตรของสถาบันการศึกษาในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ก็เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพ ความสามารถ ที่สอดคล้องกับการประกอบอาชีพ ตามวัตถุประสงค์ของสภาวิชาชีพนั้น ๆ
อีกทั้งข้อกำหนดในเรื่องนี้มีผลเกี่ยวเนื่องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐมีความผูกพันอยู่ในส่วนของวิชาชีพ จึงควรจะพิจารณาอย่างรอบด้านเพราะเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ของชาติ และเพื่อรักษาสัมพันธภาพของรัฐในระดับภาคี
การขัดกันของกฎหมายที่มีศักดิ์เป็นพระราชบัญญัติของร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. …. ฉบับนี้ กับ พระราชบัญญัติของสภาวิชาชีพต่าง ๆ นั้น ไม่สามารถกระทำได้ กฎหมายที่ตราขึ้นมาใหม่ต้องไม่กระทบหรือขัดแย้งกับกฎหมายที่มีสภาพบังคับอยู่เดิมประกอบกับการกำหนดให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาสามารถแจ้งให้สภาวิชาชีพทราบและปฏิบัติตามนั้น เป็นการก้าวล่วงต่ออำนาจของสภานายกพิเศษของแต่ละสภาวิชาชีพซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างกระทรวงอีกด้วย (มาตรา ๖๔ ถึง ๖๖)