กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยไตรมาสแรกปี 2567 มีบริษัทตั้งใหม่ 25,003 ราย ทุนจดทะเบียน 67,940.55 ล้านบาท ส่วนยอดเลิก มีจำนวน 2,809 ราย ทุนจดทะเบียน 11,943.57 ล้านบาท เผยมีธุรกิจที่เติบโตน่าสนใจ ทั้งกิจกรรมด้านความบันเทิง ขายปลีกเฟอร์นิเจอร์
วันที่ 2 เมษายน 2567 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมีนาคม 2567 จำนวน 7,733 ราย ลดลง 15.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีทุนจดทะเบียน 22,146 ล้านบาท ลดลง 92.61% ส่วนจัดตั้งธุรกิจใหม่ไตรมาสแรกของปี 2567 (ม.ค.-มี.ค.) มีจำนวน 25,003 ราย ลดลง 4.5% แต่ก็ยังถือเป็นตัวเลขที่สูง เมื่อเทียบรายไตรมาสในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2557-2566)
ทั้งนี้ จากเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ด้วยเป็นปีที่เริ่มเข้าสู่การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามสภาวะปกติ หลังจากการฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย
สำหรับธุรกิจที่มีการจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารร้านอาหาร โดยทั้ง 3 ประเภทธุรกิจคิดเป็น 7.83%, 7.63% และ 4.37% ของการจดทะเบียนรวมทั้งประเทศตามลำดับ
ส่วนธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกกิจการในเดือนมีนาคม 2567 มีจำนวน 911 ราย ลดลง 17.33% ทุนจดทะเบียน 5,582.28 ล้านบาท ลดลง 75.39% รวมไตรมาสแรก จดทะเบียนเลิก 2,809 ราย ลดลง 14.05% ทุนจดทะเบียนเลิก 11,943.57 ล้านบาท ลดลง 60.05%
โดยธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเลิกสะสมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร คิดเป็น 10.54%, 5.48% และ 3.81% ของการจดทะเบียนเลิกประกอบธุรกิจรวมในไตรมาสแรก
ทั้งนี้ ธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567 การจดทะเบียนธุรกิจมีจำนวนทั้งสิ้น 1,902,239 ราย ทุนจดทะเบียน 29.83 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่จำนวน 912,297 ราย ทุน 22.10 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็น บริษัทจำกัด 709,556 ราย ทุน 15.88 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 201,283 ราย ทุน 0.48 ล้านล้านบาท และ บริษัทมหาชนจำกัด 1,458 ราย ทุน 5.74 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 77.78%, 22.06% และ 0.16% ของนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ ตามลำดับ
ประเภทธุรกิจน่าวนใจ
นางอรมนกล่าวอีกว่า สำหรับธุรกิจที่มีการเติบโตที่น่าสนใจในไตรมาส 1/2567 มีหลายธุรกิจ โดยธุรกิจที่เติบโตสูง เช่น
1) กิจกรรมด้านความบันเทิง เช่น กิจกรรมดนตรี งานศิลปะ มีการเติบโตของการจัดตั้งอยู่ที่ 64.00% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 (ไตรมาส 1/2566) เนื่องจากการขยายตัวของการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อความบันเทิง และกิจกรรมการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันที่เน้นความบันเทิง (Shoppertainment) เพื่อสร้างประสบการณ์การซื้อขายสินค้าให้กับผู้บริโภค สำหรับอัตราการเติบโตของมูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 777.23% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566
2) ธุรกิจขายปลีกเฟอร์นิเจอร์ มีการเติบโตของการจัดตั้งอยู่ที่ 57.78% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 (ไตรมาส 1/2566) เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติที่ชอบความประณีต และไทยยังมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบ เช่น ไม้ หวาย และยางพารา เป็นต้น ประกอบกับแรงงานไทยมีความประณีตและเชี่ยวชาญในการประดิษฐ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ สำหรับอัตราการเติบโตของมูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 46.83% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566
3) ธุรกิจขายส่งชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมของยานยนต์ มีการเติบโตของการจัดตั้งอยู่ที่ 47.62%
เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 (ไตรมาส 1/2566) ซึ่งจะเติบโตตามปริมาณการจดทะเบียนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น ที่มีการตกแต่งอุปกรณ์เสริมต่างๆให้กับยานยนต์ เพื่อความสวยงามและการใช้งาน อีกทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนทำให้ผู้บริโภค เลือกซ่อมแซมยานยนต์เดิม รวมทั้งการทดแทนอะไหล่หรือชิ้นส่วนยานยนต์ที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน แทนการซื้อยานยนต์ใหม่
4) กิจกรรมสปา มีอัตราการเติบโตของจำนวนอยู่ที่ 35.59% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 (ไตรมาส 1/2566) เนื่องจากไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุต้องการกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ประกอบกับต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย ชื่นชอบกิจกรรมสปาและสมุนไพรไทย สำหรับอัตราการเติบโตของมูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 30.29% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566
5) ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด โดยมีอัตราการเติบโตของจำนวนอยู่ที่ 37.75% เมื่อเทียบกับ ช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 (ไตรมาส 1/2566) โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (S) กว่า 99.00% เนื่องจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ จากอุปสงค์การท่องเที่ยวทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับมาตรการท่องเที่ยวของภาครัฐที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ ส่งผลให้จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเป็นไปในทิศทางบวก โดยไตรมาส 1/2567 มีการจัดตั้งธุรกิจเป็น 9 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนการเลิกประกอบกิจการ (ไตรมาส 1/2566 มีการจัดตั้งธุรกิจเพียง 8 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนการเลิกประกอบกิจการ)
ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมยังคาดการณ์ว่าตัวเลขการจัดตั้งในปี 2567 ยังคงมีทิศทางแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยในครึ่งปีแรกปี 2567 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า คาดการณ์ตัวเลขการจดทะเบียน จัดตั้งอยู่ที่ 46,000-50,000 ราย แต่ยังคงต้องจับตามองสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ของนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็น การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศ และนโยบายของรัฐบาลที่ยังรอความชัดเจนบวกกับปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น ในรอบ 17 ปี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่อาจรุนแรงมากขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สถานการณ์การเลือกตั้งของประเทศสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอินเดีย อีกทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย เพื่อติดตามสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีแรกต่อไป
