Skip to content

“ยุทธ เพียรดี” นำทัพกิจการร่วมค้าประมูล บงกช-เอราวัณ

11 พ.ค. 2561 | 10:19น.
“ยุทธ เพียรดี” นำทัพกิจการร่วมค้าประมูล บงกช-เอราวัณ

สัมภาษณ์

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดให้ผู้สนใจแสดงความจำนงในการเข้าร่วมประมูลแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ ที่กำลังจะหมดอายุสัญญาในปี 2565-2566 นี้ ปรากฏมี 6 บริษัททั้งในและต่างประเทศที่สนใจและที่ดูเป็นสีสันครั้งนี้ คือ การปรากฏตัวของกิจการร่วมค้าพลังงานสะอาด 101 พร้อมด้วยผู้ถือหุ้นอย่างบริษัท ไห่ฉิง ปิโตรเลียม แมชีนนารี แมนูแฟคเจอร์ กรุ๊ป (Haicheng Petroleam Machinery Manufacture Group) ซึ่งเป็นนักลงทุนจากจีน สัดส่วนร้อยละ 50 และบริษัท อัลจาเบอร์ กรุ๊ป (AL Jaber Group) นักลงทุนจาก UAE จะเข้าร่วมประมูล ท่ามกลางการตั้งคำถามของแวดวงธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมว่าเป็นใคร ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์ “นายยุทธ เพียรดี” กรรมการผู้จัดการ ถึงเป้าหมายในการเข้าร่วมประมูลครั้งนี้

Q : ที่มาที่ไปของการร่วมประมูล

ผมทำธุรกิจด้านพลังงานทดแทน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ และก็รู้จักกันในวงธุรกิจ แต่ยังไม่เคยมีความร่วมมือใด ๆ เกิดขึ้น จนกระทั่งภาครัฐประกาศว่าจะเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างบงกชและเอราวัณ จึงมีการพูดคุยที่จะร่วมมือกันได้หรือไม่

และเมื่อศึกษาโปรไฟล์ของทั้ง 2 บริษัท ต่างก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจขุดเจาะแหล่งปิโตรเลียมอยู่แล้ว ส่วนของไห่ฉิงก็มีการขุดเจาะแหล่งก๊าซในสหรัฐอเมริกา ส่วนอัลจาเบอร์ก็มีงานขุดเจาะทั้งในประเทศกัมพูชาและในมาเลเซีย ซึ่งคุณสมบัติต่าง ๆ ก็ครบตามที่ภาครัฐกำหนด ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์หรือเงินทุน

นอกจากนี้มี 2 ประเด็นที่ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมประมูลก็คือ ทำไมคนไทยใช้ก๊าซแพง ทั้งที่สามารถผลิตเองได้จากอ่าวไทย ยิ่งเมื่อเข้ามาศึกษาต้นทุนการผลิตอย่างจริงจังแล้วพบว่า เราใช้ก๊าซแพงที่ระดับ 3-5 เท่าของต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และการเปิดประมูลครั้งนี้รัฐบาลโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนว่า อยากให้มีบริษัทคนไทยเข้าร่วมประมูล ที่สำคัญในการประมูลปิโตรเลียมหลายครั้งในอดีต ไม่เคยกำหนดให้กิจการร่วมค้าเข้าร่วมประมูลได้ แต่ครั้งนี้กลับระบุไว้ชัดเจน

Q : เป้าหมายต้องชนะเท่านั้น

เรายื่นประมูลทั้ง 2 แหล่ง ถ้าการพิจารณาอยู่บนพื้นฐานเงื่อนไขตามที่กรมเชื้อเพลิงฯ ประกาศไว้ ผมมั่นใจว่าเราชนะการประมูลครั้งนี้แน่นอน เราแพ้ไม่ได้ เพราะผมจะเสนอราคาก๊าซที่ต่ำกว่าราคาที่มีการซื้อขายกันในปัจจุบันถึง 50% เมื่อดูจากเกณฑ์การให้คะแนนของกรมเชื้อเพลิงฯ เองก็ให้น้ำหนักในเรื่องของราคามาเป็นอันดับแรกที่ 65 คะแนน ส่วนที่เหลือก็ไม่ยาก เช่น การรักษาระดับกำลังการผลิตทั้ง 2 แหล่งไว้ที่ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน การหาแรงงานที่เป็นคนไทย หรือการให้ผลประโยชน์แก่รัฐ เราก็ดำเนินการได้

การประมูลครั้งนี้ก็หารือกับทั้ง 2 พันธมิตรว่า ผมจะขอให้คนใส่ราคาประมูลเอง ซึ่งเขาไม่ขัดข้อง รู้ว่าการเข้ามาลงทุนก็ต้องการกำไร แต่ควรเป็นกำไรที่เหมาะสมด้วย ส่วนในกรณีที่เราไม่ชนะประมูล จะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแน่นอน เพราะเรามั่นใจมากว่า ไม่มีใครเสนอราคาต่ำได้เท่าเราแน่นอน

Q : แผนพัฒนาทั้ง 2 แหล่ง

ตอนนี้ยังให้รายละเอียดไม่ได้ ต้องเข้าสู่ขั้นตอนการศึกษาข้อมูล (data room) ก่อนจึงจะบอกได้ว่า แผนพัฒนาแหล่งบงกชและเอราวัณจะเป็นอย่างไร ซึ่งกรมเชื้อเพลิงฯ จะให้เวลาในการศึกษาข้อมูล ประมาณ 3 เดือน คาดว่าจะทำให้เราได้รู้ข้อมูลของแหล่งบงกชและเอราวัณในเชิงลึกมากขึ้น หลังจากนั้นจะสามารถกำหนดแผนพัฒนาได้ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูลแล้วในเบื้องต้นเชื่อมั่นว่า ทั้ง 2 แหล่งยังมีศักยภาพค่อนข้างสูงมาก และสามารถรองรับความต้องการใช้ในประเทศได้ถึง 55 ปีด้วยซ้ำไป

หลังจากเข้าไปศึกษาธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยนั้น ผู้ประกอบการได้กำไรในระดับที่สูงมาก ฉะนั้นการเข้ามาร่วมประมูลครั้งนี้นอกจากมองในแง่ธุรกิจแล้ว ยังเน้นถึงประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนผู้ใช้พลังงานได้ใช้ก๊าซธรรมชาติในราคาที่เหมาะสม

Q : ประเมินคู่แข่ง

การแข่งขันสูง มีแต่บริษัทใหญ่ทั้งในและต่างประเทศที่เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่เราสู้ได้แน่นอน อย่างที่บอกว่าเฉพาะแค่ 65 คะแนน ในเรื่องของราคาก๊าซ เราได้คะแนนเต็มแน่นอน แล้วรายอื่นจะสู้อย่างไร อีกทั้งเมื่อมองในแง่กฎหมายอาจจะมีบางบริษัทด้วยซ้ำที่อาจจะต้องตกตั้งแต่รอบคุณสมบัติ และอาจมีแค่ 3 รายที่ผ่านเข้ารอบ