ธปท.เปิดตัวเลขหนี้เรื้อรัง 4.8 แสนบัญชี ชี้คนเข้าร่วมน้อย จ่อปรับแผนใหม่ Q3
ธปท.
ธปท.เปิดตัวเลขมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง เผยกลุ่มเรื้อรัง หรือ Severe PD อยู่ที่ 4.8 แสนบัญชี มูลหนี้ 1.44 หมื่นล้านบาท และเริ่มมีปัญหา General PD 1.33 ล้านบัญชี มูลหนี้ 6.08 หมื่นล้านบาท ชี้หากลูกหนี้เข้าโครงการน้อยจ่อทบทวนมาตรการใหม่หลังเดือน ก.ค.นี้
วันที่ 22 พฤษภาคม 2567 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้ามาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (Persistent Debt : PD) โดยกำหนดให้สถาบันการเงินภายใต้กำกับเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางสามารถปิดจบหนี้ได้ภายใน 5 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี โดยจะเริ่มจากกลุ่มสินเชื่อบุคคล และบัตรกดเงิน ซึ่งที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 นั้น
ล่าสุด พบว่าข้อมูลลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาหนี้เรื้อรัง (General PD) ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2567 กลุ่มนี้มีจำนวน 1.33 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดภาระหนี้ถึง 60,882 ล้านบาท และกลุ่มที่เป็นลูกหนี้เรื้อรัง (Severe PD) อยู่ที่ 4.8 แสนบัญชี คิดเป็นยอดภาระหนี้ที่ 14,433 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ภายหลังมาตรการเริ่มมีผลบังคับใช้ และธนาคารภายใต้กำกับได้มีการแจ้งให้ลูกค้าทราบ และมาตรการดังกล่าวพบว่ามีลูกหนี้เริ่มทยอยสมัครเข้าโครงการ แต่จำนวนยอดสมัครยังไม่มากนัก
“ซึ่ง ธปท.จะมีการติดตามและดูผลของมาตรการในช่วงไตรมาสที่ 2 หลังจากเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนี้ หากตัวเลขเข้าโครงการน้อย ธปท.จะมีการพูดคุยกับลูกหนี้ ว่าสาเหตุที่ไม่เข้าร่วมโครงการเป็นเพราะอะไร และจะคุยกับเจ้าหนี้ว่าจะต้องมีการทบทวนมาตรการ หรือปรับอะไรเพิ่มเติมใหม่หรือไม่อีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 3 ปีนี้”
นางสาวสุวรรณีกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับความคืบหน้ามาตรการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 การปรับโครงสร้างหนี้สะสมของระบบสถาบันการเงินในไตรมาส 1 ปี 2567 พบว่ามีจำนวนที่ได้รับความช่วยเหลือสะสม 3.71 ล้านบัญชี โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกหนี้เกษตรกรของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ที่มีจำนวน 3.1 ล้านบัญชี ขณะที่จำนวน 6 แสนบัญชีเป็นของธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์)
โดยมียอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือสะสมอยู่ที่ 9.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นของ SFIs อยู่ที่ 6.6 แสนล้านบาท และธนาคารพาณิชย์-น็อนแบงก์อยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้าน
“หากดู New NPLs ในไตรมาส 1/67 ที่เกิดขึ้น จะเห็นว่าการช่วยเหลือในมาตรการ Responsible Lending มีมากกว่าเอ็นพีแอลเกิดใหม่ 2 เท่า เป็นการสะท้อนว่ามาตรการนี้สามารถยับยั้งไม่ให้เกิดเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นสูงมาก ซึ่งเป็นการประคองให้เอ็นพีแอลไม่ไหลรุนแรง”