KKP เข้มปล่อยสินเชื่อ-คุมหนี้เสีย รับเศรษฐกิจไม่แน่นอน ขอโตแบบระวัง
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP เผยเข้มปล่อยสินเชื่อทุกพอร์ต รับเศรษฐกิจไม่แน่นอน หวั่นหนี้เสียพุ่ง ชี้เจาะสินเชื่อบ้าน 5-7 ล้านบาท มองยังโตได้ ด้านสินเชื่อรถยังจับตา แม้ขาดทุนรถยึดดีขึ้น
วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP กล่าวว่า ผลการดำเนินงานภาพรวมในไตรมาส 2/2567 น่าจะทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2567 เนื่องจากท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ธนาคารจะไม่เน้นการเติบโตสินเชื่อ โดยจะเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อในทุกกลุ่มสินเชื่อ
ทั้งนี้ สินเชื่อที่ยังเติบโตได้ จะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มราคาบ้าน 5-7 ล้านบาทขึ้นไปที่ยังขยายตัวได้ดี เนื่องจากไม่ต้องมีการแข่งขันด้านราคามากนัก โดยปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่ออยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 15% ของพอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคารที่อยู่ราว 4 แสนล้านบาท ขณะที่สินเชื่อบรรษัทหรือรายใหญ่ยังดีอยู่ และรายกลางอาจจะต้องเฝ้าระวังในเรื่องของการ Roll Over ของตลาดบอนด์อยู่ ซึ่งตลาดยังอยู่ในภาวะมีความผันผวน
“การหันมาเจาะบ้านกลุ่มบนมากขึ้น ยอมรับว่า กลุ่มนี้มีการแข่งขันด้านราคา และดอกเบี้ยค่อนข้างสูง แต่เป็นการแข่งขันบนดอกเบี้ยลอยตัว ไม่ได้ช่วงโปรโมชั่นหรือฟิกซ์เรตในช่วง 3 ปีแรก ดังนั้นแม้ดอกเบี้ยแข่งขันสูง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไม่มาก แต่ไม่ขาดทุนก็เป็นสิ่งที่รับได้ และเวลานี้แบงก์อยู่ในโหมดหลบภัย อย่าเพิ่งไปเน้นโตกำไร”
สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยังมีความเปราะบางกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากเอสเอ็มอีต้องยอมรับว่าแม้จะมีหลักประกัน แต่บางรายมีเป็นหลักประกันที่ไม่รักษามูลค่าได้ และไม่ได้มีประโยชน์มากถ้าไม่ได้ใช้งาน เช่น เครื่องจักร ส่วนเอสเอ็มอีกลุ่มที่มีหลักประกันกลาง ๆ เช่น ที่ดิน สามารถใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ
ขณะที่ภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) น่าจะเริ่มทรงตัว เนื่องจากก่อนหน้าตัวเลขขึ้นไปค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อประมาณ 50% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ซึ่งได้รับผลกระทบจากการขาดทุนรถยึดไปก่อนหน้า โดยยังคงต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะธุรกิจเช่าซื้อยังคงมีปัญหาทั้งในเรื่องการตัดราคาระหว่างรถสันดาปและรถไฟฟ้า (อีวี) และการดัมพ์ราคาสินค้าจากจีน
ขณะที่ส่วนผลขาดทุนรถยึดในช่วงไตรมาส 2 ถือว่าน้อยลง อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เพราะราคาดีขึ้น แต่ต้นทุนแบงก์ลดลง เพราะเวลาที่ทุกแบงก์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อรถมากขึ้น จึงมีการให้มูลค่าต่อหลักประกัน (LTV) ต่ำลง ซึ่งเวลายึดรถก็ขาดทุนน้อยลงบ้าง
“ภาพรวมเอ็นพีแอลอาจไม่ได้บอกภาพหมด เพราะสินเชื่อบ้าน เวลาเป็นหนี้เสียจะค้างอยู่นาน เพราะการตัดหนี้สูญ (Write off) ไม่ได้ แต่สินเชื่อบางประเภท เช่น สินเชื่อรถ หรือสินเชื่อบุคคล ซึ่งยึดเร็ว และ Write off เร็ว ทำให้หนี้เสียไม่มาก ไม่มีหลักประกันค้างหนี้ 120-150 วันก็ไรต์ออฟออกไปแล้ว ดังนั้น ไม่ได้แปลว่าแบงก์ที่มีเอ็นพีแอลต่ำ แล้วสถานการณ์จะดี แต่ต้องดูต้นทุนทางเครดิต (Credit Cost) ของแบงก์ด้วย ที่จะเห็นภาพรวมแบงก์มากกว่า”
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐนั้น นายอภินันท์กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถามว่าจำเป็นหรือไม่ ยังมีความจำเป็น แต่ภายใต้ทรัพยากรจำกัด มองว่าต้องแบ่งเป็นส่วนที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ และแบ่งไว้สำหรับการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย เพราะหากกระตุ้นเพียงอย่างเดียว เศรษฐกิจอาจเติบโตขึ้นบางช่วง แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจจะกลับมาแผ่วได้ ดังนั้นประเทศอาจล้าหลังมากขึ้นเรื่อย ๆ หากเทียบกับประเทศอื่น
“มองว่าการกระตุ้นไม่ผิด แต่ต้องแบ่งไว้ ใช้กับเรื่องระยะยาวด้วย ไม่เฉพาะความสามารถในการทำโครงการระยะยาว แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย โดยมองว่ามาตรการที่จำเป็น อาจไม่ได้โครงการเดียวที่จำเป็น เช่น โครงสร้างพื้นฐาน R&D โครงการด้านการศึกษาต่าง ๆ ที่ต้องทำจริงจังมากขึ้น รวมถึงการสนับสนุนเซ็กเตอร์ที่ช่วยเพิ่มความแข็งขันของประเทศได้ เช่น การท่องเที่ยว”