“Apple“ ยกทัพระบบปฏิบัติการใหม่มาเปิดตัวในงาน WWDC 2024 หนึ่งในอีเวนต์ใหญ่ประจำปี ไฮไลต์สำคัญหนีไม่พ้น ”Apple Intelligence“ ผู้ช่วยอัจฉริยะส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วย AI
วันที่ 11 มิถุนายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “แอปเปิล” (Apple) จัดงาน WWDC 2024 (Worldwide Developers Conference 2024) หรืองานสัมมนาประจำปีสำหรับนักพัฒนา ซึ่งเป็นหนึ่งในอีเวนต์ใหญ่ของบริษัท วันที่ 10-14 มิ.ย. 2567 ณ Apple Park เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานนี้หนีไม่พ้นการเปิดตัว “Apple Intelligence” หรือระบบอัจฉริยะส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่ Apple ลงทุนและพัฒนามานาน ถือเป็นสิ่งที่สาวกแอปเปิลหลายคนรอคอยว่า Apple จะมีท่าทีกับการมาของ AI อย่างไร หลังจากคู่แข่งบิ๊กเทครายอื่น ๆ ทยอยเปิดตัวฟีเจอร์ AI ของตนเองไปก่อนแล้ว
Apple Intelligence มีสถานะเสมือนผู้ช่วยในการใช้งานอุปกรณ์ของ Apple โดยซัพพอร์ตการทำงานใน 4 ด้าน ได้แก่ ภาษา (Language) รูปภาพ (Image) การสั่งการ (Action) และความต้องการส่วนบุคคล (Personal Context)
ทั้งนี้ Siri ผู้ช่วยสั่งการด้วยเสียงที่เปิดตัวเมื่อปี 2554 ได้รับการปรับโฉมและความสามารถครั้งใหญ่ โดย Siri จะมีความเป็นธรรมชาติและช่วยสั่งการในการใช้งานแอปต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้ง Apple ยังประกาศด้วยว่าระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ที่เปิดตัวในงานนี้จะมีการผสานพลังของ ChatGPT เข้ามาในบางฟีเจอร์เป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ และจะเริ่มใช้งานได้ช่วงปลายปี 2567
ตัวอย่างของฟีเจอร์ที่เปิดตัวภายใต้ Apple Intelligence เช่น Rewrite เขียนข้อความใหม่โดยรักษาใจความเดิม, Smart Reply ตอบกลับอีเมล์หรือข้อความโดยอัตโนมัติ, Genmoji สร้างอีโมจิแบบคัสตอม, Image Playground สร้างภาพจากคีย์เวิร์ดเพื่อใช้แอปต่าง ๆ และ Search in Videos ค้นหาซีนที่ต้องการในวิดีโอ เป็นต้น
โดยอุปกรณ์ของ Apple ที่รองรับการใช้งาน Apple Intelligence ได้แก่ iPhone 15 Pro, iPad และ Mac ที่ใช้ชิป M1 รวมถึงรุ่นที่ใหม่กว่า

นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าว Apple ยังได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ที่ได้รับการอัพเดตฟีเจอร์ให้ใช้งานบนอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งรายละเอียดการอัพเดตเป็นดังนี้
visionOS 2
visionOS เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้งานบน Apple Vision Pro แว่น Mixed Reality รุ่นแรกของบริษัทที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดย visionOS 2 ได้รับการอัพเกรดความสามารถในการแสดงผลเชิงพื้นที่ให้มีมิติมากขึ้น และปรับปรุงการสั่งการผ่านการขยับมือและนิ้วให้มีความลื่นไหลกว่าเดิม
นอกจากนี้ Apple ยังประกาศวางจำหน่าย Apple Vision Pro ในอีก 8 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในจีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ วันที่ 28 มิ.ย. 2567 และอีก 5 ประเทศ ในวันที่ 12 ก.ค. 2567

iOS 18
- Home Screen : เพิ่มลูกเล่นในการปรับแต่งสีแอปให้เป็นธีมตามต้องการ รองรับการแสดงผลบน Dark Mode
- Control Center : ปรับ-ขยายแถบการควบคุมใน Control Center ได้อย่างยืดหยุ่น
- Control API : สามารถเปลี่ยนแถบลัดบนหน้าจอล็อกสกรีนที่เป็นไฟฉายและกล้องถ่ายรูปให้เป็นเมนูอื่น ๆ ได้
- Lock an app : ตั้งค่าการล็อกรายแอปได้ เพิ่มความปลอดภัยในการรักษาข้อมูลให้ผู้ใช้
- Photos : ปรับการแสดงผลให้ผู้ใช้สามารถหารูปภาพได้ง่ายขึ้น

Audio & Home
- AirPods Pro : สามารถสั่งการ Siri ผ่านการแสดงท่าทางได้แล้ว เช่น พยักหน้า (ใช่) และส่ายหน้า (ไม่) เป็นต้น
- tvOS : เพิ่มฟีเจอร์ Insight แสดงข้อมูลของนักแสดงในคอนเทนต์ที่กำลังรับชม

watchOS 11
- Training Load : ฟีเจอร์ติดตามพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างละเอียด
- Vitals : เพิ่มความสามารถในการติดตามด้านสุขภาพอย่างละเอียด เช่น รอบการมาของประจำเดือน เป็นต้น
- Home Screen : สามารถปรับแต่งหน้าจอได้หลากหลายสไตล์ และแสดงผลวิดเจ็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

iPadOS 18
- แท็บลอย : สามารถปรับแต่งแถบเมนูลัดที่ปรากฏบนหน้าจอได้
- Calculator : สามารถใช้งานเครื่องคิดเลขบน iPad ได้แล้ว
- Math Notes : ฟีเจอร์คำนวณผลลัพธ์จากสมการทางคณิตศาสตร์เสมือนใช้งานกระดาษทด
- Smart Scripts : ปรับแต่งการจัดระเบียบเมื่อผู้ใช้จดบันทึกใน iPad

macOS Sequoia
- iPhone Mirroring : สามารถสั่งการและใช้งาน iPhone ได้อย่างอิสระบน Mac
- Password : จัดการรหัสผ่านเมื่อใช้งานแอปหรือเว็บไซต์ต่าง ๆ
- Safari : เพิ่มฟีเจอร์ Highlight สรุปเนื้อหาอย่างย่อบนหน้าเว็บ
- อื่น ๆ : สามารถใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่มีใน iOS 18 และ iPadOS 18 บน Mac ได้ เช่น Math Notes เป็นต้น
