คอลัมน์ สถานีลงทุน
โดย ชนนพร ศักดิ์วนิชล สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
ปัจจุบันการฝากเงินในบัญชีเงินฝากให้ผลตอบแทนที่ต่ำมาก กลายเป็นช่องทางการออมที่นักลงทุนหลายคนเบือนหน้าหนี เนื่องจากมีทางเลือกในการฝากเงินอีกหลายช่องทางให้เลือก เช่น การฝากเงินในรูปแบบของประกันชีวิต หรือกองทุนรวม เป็นต้น สลากออมสินก็เป็นอีกทางเลือกที่นักลงทุนให้ความสนใจ เนื่องจากความเสี่ยงต่ำ ไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย รวมถึง “เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือได้เสี่ยงโชค” จึงเป็นช่องทางออมเงินที่ดึงดูดใจนักเสี่ยงดวงทุกยุคทุกสมัย
แล้ว “สลากออมสิน” เกี่ยวข้องยังไงกับตราสารหนี้ ?
คำตอบก็คือ ทั้ง 2 อย่างให้ผลตอบแทนคงที่อย่างสม่ำเสมอตามที่ตกลงไว้เหมือนกัน
โดยสลากออมสินเป็นรูปแบบการระดมทุนทางอ้อมที่มีมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งธนาคารพาณิชย์ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง นำเงินทุนจากนักลงทุนไปให้ผู้อื่นกู้ต่ออีกที
แต่ “ตราสารหนี้” เป็นการระดมเงินทุนโดยตรงระหว่างผู้กู้และนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะมีสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ โดยหลักการเมื่อเป็นการกู้ยืมที่ไม่ผ่านตัวกลาง ในแง่ของนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าฝากธนาคาร เพราะไม่ต้องหักค่าดำเนินการให้ตัวกลาง
นอกจากนี้ นักลงทุนจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามแต่เครดิตของผู้ที่มาขอกู้ สลากออมสินเป็นเพียงการฝากเงินที่มีรูปแบบการจ่ายผลตอบแทนที่ผันแปรตามความโชคดีของนักลงทุน แล้วการลงทุนทั้งสองให้ผลตอบแทนมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร เรามาลองเปรียบเทียบผลตอบแทนจากเงินลงทุน 500,000 บาทกัน
ช่องทางที่ 1 ซื้อสลากออมสิน 500,000 บาท หน่วยละ 50 บาท จะได้สลากออมสิน 10,000 หน่วย เมื่อครบอายุ 3 ปี จะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนในราคาหน่วยละ 50.60 บาท คิดเป็นอัตราดอกเบี้ย 0.4% ต่อปี นอกจากนี้ยังมีโอกาสถูกรางวัลขั้นต่ำเลขท้าย 4 ตัว รางวัลละ 150 บาท ที่ประกาศทุกเดือน เดือนละ 2 รางวัล รวม 36 งวด งวดละ 300 บาท รวมแล้วจะถูกรางวัลเป็นเงิน 10,800 บาท คิดเป็น 0.72% ต่อปี รวมอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนซื้อสลากออมสิน 1.12% ต่อปี โดยเงินรางวัลและดอกเบี้ยไม่ต้องเสียภาษี
นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีสิทธิลุ้นผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการถูกรางวัลพิเศษอื่น ๆ สูงสุดถึง 10 ล้านบาททีเดียว ซึ่งก็แล้วแต่โชคของแต่ละคน ใครรู้ตัวว่าสายแข็งดวงดี ซื้อสลากออมสินก็อาจมีเฮ
ช่องทางที่ 2 ลงทุนในหุ้นกู้บริษัท ก. อายุ 3 ปี credit rating A จำนวน 500,000 บาท หน่วยละ 1,000 บาท จะได้ 500 หน่วย อัตราดอกเบี้ย 2.73% ต่อปี โดยดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% คิดเป็นอัตราผลตอบแทนสุทธิที่จะได้รับ 2.32% ต่อปี
ช่องทางที่ 3 ลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์กระทรวงการคลังอายุ 3 ปี หน่วยละ 1,000 บาท จะได้ 500 หน่วย อัตราดอกเบี้ย 1.85% ต่อปี เสียภาษีดอกเบี้ย ณ ที่จ่าย 15% เมื่อหักภาษีแล้วจะได้รับผลตอบแทนสุทธิ 1.57 ต่อปี
เมื่อเปรียบเทียบดอกเบี้ยของแต่ละช่องทาง จะเห็นได้ว่าการลงทุนในหุ้นกู้บริษัท ก. จะได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด รองลงมาคือพันธบัตรออมทรัพย์ และสลากออมสิน ตามลำดับ โดยหุ้นกู้จะมีความเสี่ยงสูงสุด รองลงมาคือสลากออมสิน และพันธบัตรออมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของการลงทุนในสลากออมสินขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่สำคัญ 2 ข้อ คือ ผู้ถือสลากต้องถือครบกำหนดอายุ หากผู้ถือสลากไถ่ถอนภายใน 3 เดือนหลังซื้อสลาก จะเสียค่าปรับหน่วยละ 1 บาท หากไถ่ถอนก่อนครบ 3 ปี จะไม่ได้รับดอกเบี้ย และหากลงทุนต่ำกว่า 500,000 บาท โอกาสถูกรางวัลจะน้อยลง ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้รับจะต่ำกว่าที่กล่าวไว้
จากตัวอย่างข้างต้น นักลงทุนคงพอเห็นข้อแตกต่างระหว่างสลากออมสิน และตราสารหนี้กันบ้างแล้ว การเลือกลงทุนในช่องทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การลงทุน และเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน แต่อย่าลืมเปรียบเทียบผลตอบแทนให้คุ้มค่าความเสี่ยงกันนะคะ